เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง เติบโตในยุคปัจจุบัน มอบโอกาสให้คนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ พลิกชีวิตให้เป็นเศรษฐีได้จริงหรือ

การค้าแบบเดิม ๆ ที่เราเห็นกันในอดีต ก็จะเป็นรูปแบบของการที่บริษัทได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าให้กับพ่อค้าคนกลาง เพื่อส่งต่อให้กับผู้บริโภค โดยที่บริษัทนั้นต้องทำการโฆษณา เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และดึงดูดให้ผู้คนอยากลองใช้สินค้านั้น โดยมีการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ โดยจ่ายค่าพรีเซ็นต์เตอร์ให้กับดารานักร้อง และค่าการตลาดต่าง ๆ โดยบวกค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปในสินค้า กว่าจะมาถึงผู้บริโภค สินค้าจากต้นทุน 30 บาทก็จะกลายเป็นราคา 100 บาท สู่ผู้บริโภคทันที และนี่คือการตลาดแบบเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี ว่าจะต้องมีการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลางและมีการทำการตลาดทางสื่อและโฆษณา เพราะสื่อและโฆษณานั้น มีอิทธิพลต่อการค้าในยุคเก่าก่อนมาก คนส่วนใหญ่มักจะตามกระแสซื้อสินค้าตามนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งการทำการค้าในยุคนั้นก็ยังคงทำยอดขายได้อย่างดีทีเดียว และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ทันสมัย การทำโฆษณาในรูปแบบออนไลน์เกิดขึ้น  การส่งสินค้าที่สะดวกรวดเร็วขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้ดีที่สุด อย่างเช่น เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง การตลาดรูปแบบใหม่ที่กำลังเติบโตในยุคปัจจุบันนี้

เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง มอบโอกาส สร้างรายได้อย่างไร

ในสมัยก่อนเราซื้อของตามห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ในราคาตามที่เค้ากำหนด ถึงแม้สินค้านั้นจะดีแค่ไหน ทำให้เราเกิดการซื้อซ้ำ หรือบอกต่อถึงสรรพคุณเชิญชวนให้เพื่อนมาซื้อ เราก็จะไม่ได้รายได้จากการซื้อซ้ำหรือการแนะนำเพื่อน ๆ ของเรากลับมา ถึงแม้เราจะพยายามทำหน้าที่พรีเซนเตอร์อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ตาม เพราะบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ ได้จ่ายค่าพรีเซนต์เตอร์ไปให้กับดารานักแสดงและสื่อต่าง ๆ ที่ค่อนข้างสูงแล้ว ในทางกลับกัน เน็ตเวิร์กมาร์เก็ตติ้ง คือการตลาดรูปแบบใหม่ ที่ให้ตัวเราเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้า โดยการใช้ดีแล้วบอกต่อแนะนำเพื่อนให้มาซื้อ เพื่อนใช้ดีบอกต่อไปแนะนำเพื่อนของเพื่อน บอกต่อแนะนำกันไปเช่นนี้เรื่อย ๆ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้บริโภคของเรา บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้านั้น นำค่าโฆษณาที่ไม่ต้องไปจ่ายให้ดารานักแสดง แต่กลับมาจ่ายให้เราแทนเป็นจำนวน 40-50% ของสินค้านั้น มันจึงเกิดการสร้างรายได้ให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งแน่นอนบริษัทผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จำเป็นต้องผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ และหลากหลาย ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการใช้ดีบอกต่อและกลับมาซื้อซ้ำ สร้างรายได้ให้กับทุกคนที่ทำหน้าที่พรีเซ็นต์เตอร์ให้กับบริษัทเหล่านี้ ที่สำคัญมันลงทุนน้อยมากแค่หลักร้อย สำหรับคนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ แต่มันสามารถสร้างรายได้หลักหมื่นหลักแสนหรือมากกว่านั้น และเป็น passive income ได้ คือหยุดทำได้ รายได้ไม่หยุดนั่นเอง

และนี่ก็คือการตลาดรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง ที่ตอบโจทย์คนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ แต่ต้องการสร้างรายได้หลักแสนให้ตัวเองกลายเป็นเศรษฐี ได้แค่เพียงเปลี่ยนที่จ่ายย้ายที่ซื้อ มาซื้อกับบริษัทที่เราต้องการทำการตลาดให้ โดยเราใช้ดีบอกต่อทำหน้าที่พรีเซนเตอร์ไปในตัวนั่นเอง


การค้าขายกับต่างชาตินั้น ส่งผลดีต่อประเทศชาติอย่างไร แล้วมีผลเสียกระทบตามมาหรือไม่ วันนี้เราจะไปไขคำตอบกัน

ในยุคปัจจุบันนี้จะเห็นว่าสินค้าต่างประเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในประเทศไทย คนไทยบางกลุ่มที่มีฐานะหน่อยก็จะใช้ของแบรนด์เนมต่างประเทศกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า โทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ต้องนำเข้ามาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เนื่องจากคนไทยผลิตเองไม่ได้ ซึ่งก็ส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย ให้ได้ใช้สินค้าที่มีความทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้ ถึงแม้สินค้าต่างประเทศจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่มีฐานะนั่นเอง เพราะคนไทยมักดำเนินชีวิตไปตามสังคมนิยม ตามเทรนด์แฟชั่น รับวัฒนธรรมต่าง ๆ ของต่างชาติเข้ามา ในขณะเดียวกันสินค้าในเมืองไทยก็ได้ถูกส่งไปจำหน่ายในต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะแฮนด์เมค งานสถาปัต รวมถึงพืชผักผลไม้ต่าง ๆ เช่น ทุเรียน ก็ได้ถูกส่งออกและเป็นที่ต้องการของต่างชาติ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ รวมถึงทรัพยากรที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ จึงทำให้แต่ละประเทศมีสินค้าที่หลากหลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง การเปิดการค้าเสรีระหว่างประเทศ จึงส่งผลดีกับทุกฝ่ายให้ได้มีสินค้าที่หลากหลาย และมีความทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคนั่นเอง

ผลดีของการทำการค้าระหว่างประเทศ

สินค้าในประเทศที่มีจำนวนมากพอกับการจำหน่ายในประเทศ เราก็จะทำการส่งออกไปจำหน่ายนอกประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติ ในขณะเดียวกัน เราก็รับสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ใช้สินค้าที่หลากหลายและมีความทันสมัย ที่ประเทศไทยผลิตเองไม่ได้ หรือผลิตยังไม่มีคุณภาพเทียบเท่าต่างชาตินั่นเอง ทั้งนี้เป็นการสร้างสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้น และทำธุรกิจอื่น ๆ ร่วมกันได้อีก ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยื่นมือมาดูแลไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือฉ้อโกงกันได้ จึงทำให้การทำการค้าระหว่างประเทศนั้น ส่งผลดีต่อประเทศชาตินั่นเอง

ผลเสียกระทบต่อการค้าขายกับต่างชาติ

กรณีนี้จะเกิดขึ้นกับค่านิยมของคนไทยที่เห่อแบรนด์ดังต่างประเทศหรือทำตาม ๆ กันจนเป็นสังคมนิยม ทั้ง ๆ ที่สินค้าบางตัวในประเทศไทยก็สามารถผลิตได้มีคุณภาพเทียบเท่าต่างชาติ แต่คนไทยก็ยังไม่นิยมใช้ เนื่องจากมันราคาถูก และไม่เท่ห์ แบรนด์ไม่ดัง ไม่ตามเทรนด์ จึงส่งผลกระทบให้สินค้าดังกล่าวนั้นไม่มียอดขายที่ดีเท่าที่ควร ทำให้ขาดสมดุลทางการค้า เงินไหลออกประเทศมากกว่าที่จะรับเข้ามา ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหานี้ก็คือการปรับรสนิยมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยคำนึงถึงประโยชน์ ความคุ้มค่าในคุณภาพและราคาเป็นสำคัญ

และทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเห็นว่า การทำการค้าระหว่างประเทศนั้นส่งทั้งผลดีและมีผลกระทบบ้างต่อสินค้าคนไทย ที่คนไทยเองไม่มั่นใจจะใช้มัน ดังนั้นในฐานะเราคนไทย ควรช่วยกันปรับพฤติกรรม ช่วยอุดหนุนสินค้าคนไทยที่มีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าต่างชาติ และเลือกใช้สินค้าต่างประเทศเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เท่านี้ก็จะทำให้ประเทศของเราไม่เสียดุลการค้า และมีเงินสะพัดหมุนเวียนในประเทศเป็นไปอย่างคล่องตัว


วงการบันเทิงในบ้านเรา มีอิทธิพลต่อคนในประเทศอย่างไร

อย่างที่รู้กันดีว่า คนไทยส่วนใหญ่ชอบดูหนังดูละคร ดูรายการบันเทิงด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตลก เกมโชว์ หรือ ข่าวบันเทิง โดยเฉพาะดาราคนไหนรักกับคนไหน เลิกกับคนไหน ทำอะไรกับใคร ทั้งดีไม่ดีก็มักจะเป็นที่จับตามองของสังคมเสมอ เพราะถือว่าเป็นคนของประชาชน ดังนั้นคนในวงการบันเทิงจึงจำเป็นต้องวางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชน และคนในประเทศ เหตุนี้เองจึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า วงการบันเทิงนั้นมีอิทธิพลต่อคนไทยในประเทศเกือบร้อยเปอร์เซนต์เลยทีเดียว ซึ่งให้อะไรหลาย ๆ อย่างต่อคนในบ้านเราดังนี้

1.วงการบันเทิงสร้างความสุขความบันเทิงให้กับคนในประเทศ

เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต้องทำงานเคร่งเครียด เหนื่อย ๆ พอได้พักผ่อนดูรายการบันเทิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ละคร กีฬา ตลก หรือซีรี่ส์ ก็ล้วนสร้างความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับคนดูได้

2.วงการบันเทิงให้สาระความรู้ แนวทางการดำเนินชีวิต

นอกจากด้านบันเทิงต่าง ๆ วงการบันเทิงยังมีรายการข่าวสาร สาระ ความรู้ต่าง ๆ แบบอย่างเคล็ดลับการใช้ชีวิตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมาย มานำเสนอให้กับผู้ชมเกิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

3.วงการบันเทิงได้เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาแสดงความสามารถและได้รับโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้วงการบันเทิงเปิดกว้างขึ้นอย่างเสรี โดยการมีเวทีหรือรายการประกวดต่าง ๆ ให้คนทั่วไปได้เข้ามาแสดงความสามารถของตัวเอง เช่นการเต้น การแสดง การร้องเพลง เป็นต้น ซึ่งทำให้หลายคนเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองจากยากจนให้ร่ำรวยได้รับโอกาสทางสังคมที่ดีขึ้น

4.คนในวงการบันเทิง เป็นแบบอย่างปลุกระดมทุนช่วยเหลือองค์กรของส่วนรวมต่าง ๆ

นักร้องนักแสดงส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาทำประโยชน์เพื่อสังคม ปลุกระดมเงินทุนจากประชาชนในประเทศในการช่วยเหลือองค์กรส่วนรวมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล มูลนิธิคนพิการและเด็กกำพร้า มูลนิธิช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นต้น

5.วงการบันเทิงสร้างรายได้ให้กับประเทศ

แน่นอนภาษีส่วนใหญ่ในประเทศ มาจากรายการบันเทิงต่าง ๆ นักร้อง นักแสดง ช่องต่าง ๆ ล้วนต้องเสียภาษีให้กับรัฐในการพัฒนาประเทศ

6.วงการบันเทิงสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับคนในประเทศ

เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ติดตามสื่อและรายการข่าวสารด้านต่าง ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ ดังนั้นสื่อต่าง ๆ ในวงการบันเทิง สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจตรงกันได้ในเรื่องของการเชิญชวน ปลุกระดมให้ประชาชนชาวไทยรักใคร่ปรองดองและสามัคคีกันได้ โดยมีพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

7.วงการบันเทิงสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

จะเห็นว่าดารานักแสดงส่วนใหญ่ล้วนมากมายด้วยความสามารถ ไปโกอินเตอร์สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับประเทศมากมาย ไม่ว่าจะไปเล่นหนัง เดินแบบแฟชั่นโชว์ หรือเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม นั่นหมายถึงวงการและนักร้องนักแสดงไทยได้รับการยอมรับจากประเทศต่าง ๆ ในโลก

อย่างไรก็ตามวงการบันเทิงก็ยังเป็นดาบสองคมอยู่ดี หากเยาวชนไปเลียนแบบบุคคลบางคนในวงการที่ทำตัวไม่ดี รวมถึงคนทั่วไปก็ควรแบ่งเวลาให้กับการบันเทิงหลังจากที่ต้องการพักผ่อน ผ่อนคลายไม่ให้กระทบถึงงานและความรับผิดชอบของตัวเอง


ใช้ชีวิตตามเข็มนาฬิกาสัมพันธ์กับอาหารการกิน จะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และอายุยืนยาวได้

เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพ หลาย ๆ คนก็มักจะให้ความสำคัญ เพราะใคร ๆ ก็อยากมีสุขภาพที่ดีกันทั้งนั้น คุณเชื่อหรือไม่ว่า เราทุกคนสามารถมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ และมีอายุที่ยืนยาวขึ้นได้ หากได้ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินชีวิตตามเข็มนาฬิกาชีวิตที่สัมพันธ์กับอาหารการกิน โดยอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองไทยจนถึงระดับโลก ซึ่งท่านได้ให้วิถีการดำเนินชีวิตตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งนอนหลับ ที่สอดคล้องกับกลไกการทำงานในระบบต่าง ๆ ของร่างกายคนเราเป็นอย่างดี

ดำเนินชีวิตตามเข็มนาฬิกา

3.005.00น. เราควรตื่นนอนขึ้นมาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ปอดแข็งแรง และควรดื่มน้ำให้สดชื่นในตอนเช้า

5.007.00น. เราควรขับถ่ายเพื่อให้ลำไส้ใหญ่สะอาดและทำงานเป็นปกติ

7.009.00น. เราควรทานอาหารเช้า เพื่อให้กระเพราะอาหารทำงานได้เป็นปกติ และช่วงนี้ร่างกายต้องการนำสารอาหารไปบำรุงเลี้ยงดูส่วนต่าง ๆ จึงไม่ควรอดอาหารเช้าเด็ดขาด ถ้าเร่งรีบจริง ๆ อย่างน้อยก็ควรทาน กล้วยน้ำว้ากับโยเกิร์ต

9.0011.00น. ควรทานน้อย พูดน้อย และไม่ควรนอนหลับ เพราะจะทำให้ม้ามชื้น ไม่แข็งแรง และอ้วนง่าย ซึ่งช่วงนี้เราอาจทานขมิ้นชัน หรือมันเทศสีม่วง ซึ่งจะช่วยบำรุงม้ามให้แข็งแรงได้

11.0013.00น. ควรทำจิตใจให้แจ่มใส เบิกบาน ไม่เครียด หลีกเลี่ยงความร้อน และทานผลไม้เพื่อบำรุงหัวใจ งดเว้นของหมักดอง

13.0015.00น. ควรงดทานอาหารและน้ำ เพราะเป็นช่วงที่ลำไส้เล็กต้องการพัก จะทำให้ไม่มีโรคแทรกซ้อนหรือป่วยง่าย

15.0017.00น. ควรสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย หรือให้เหงื่ออก ด้วยการออกกำลังกาย หรืออบซาวน่า

17.0019.00น. ควรทำร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเป่า ไม่ง่วงนอน

19.0021.00น. ควรทำจิตใจให้สงบด้วยการทำสมาธิหรือสวดมนต์

21.0023.00น. ไม่ควรอาบน้ำหรือตากแอร์ในช่วงเวลานี้ ควรทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

23.001.00น. ก่อนเข้านอนควรดื่มน้ำอย่างน้อย1-2 แก้ว เพื่อบำรุงถุงน้ำดี และไม่ทำให้เลือดข้น

1.003.00น. เป็นช่วงที่ร่างกายควรพักผ่อนและนอนหลับให้สนิท เพื่อให้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้พัก และส่งผลโดยตรงให้ตับแข็งแรง ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่มีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย

ซึ่งสำหรับใครที่กำลังมีปัญหาสุขภาพและต้องการเริ่มต้นการดูแลสุขภาพ ก็ควรปรับเรื่องของเวลาให้เป็นไปตามนาฬิกาชีวิต รวมถึง การเริ่มทานอาหารสูตรล้างลำไส้และระบบดูดซึมต่าง ๆ เช่นน้ำมะละกอดิบกับชาจีน เพื่อให้ลำไส้สะอาดและสามารถดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันควรทานอบเชยต้มกินแทนน้ำหรืออาจเป็นแบบแคปซูล ควบคู่กับการทานอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และทานขมิ้นชันเพื่อบำรุงกระเพาะอาหารและม้ามให้แข็งแรง รวมถึงน้ำกระชายเหลือง ที่ช่วยปรับฮอร์โมนเพศหญิงเพศชายให้สมดุล ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก รวมถึงมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย เท่านี้ก็จะทำให้คุณมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุยืนยาวอย่างแน่นอน


คุณรู้จักอิสระภาพทางการเงินดีพอหรือยัง แนวคิดที่แตกต่างกันที่ทำให้สังคมมีคนจนและคนรวย

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงยังไม่รู้จักความหมายของคำว่าอิสระภาพทางการเงินกันดีพอ ซึ่งอิสระภาพทางการเงินที่มีความหมายแท้จริงนั้น ไม่ได้หมายถึงการมีเงินจำนวนมากมายมหาศาล แต่หากคือการที่เรามีรายได้ที่มั่นคงในแต่ละเดือนที่สามารถดูแลชีวิตตนเองและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การมีสุขภาพที่ดี การได้ท่องเที่ยวพักผ่อน มีเวลาส่วนตัวและมีเวลาอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่นและมีความสุข หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขนั่นเอง โดยที่เราไม่ต้องทำงานลำบากตรากตรำหามรุ่งหามค่ำจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามแบบที่ใจเราต้องการ และอิสระภาพทางการเงินส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดกับคนรวย เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีความเข้าใจในเรื่องของอิสระภาพทางการเงิน และมีแนวคิดที่แตกต่างจากคนจนโดยสิ้นเชิง ซึ่งเราจะพาคุณไปดูกันว่า คนจนกับคนรวยเค้าคิดต่างกันยังไง

แนวคิดที่แตกต่างของคนจนกับคนรวยแนวคิดคนจน คนจนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ใช้แรงงานแลกเงินให้มีรายได้มาในแต่ละวันแต่ละเดือน ก็ใช้ไปให้หมดในวันนั้นเดือนนั้น โดยไม่มีการออม และไม่มีการวางแผนทางการเงิน หนำซ้ำพอสินค้าต่าง ๆ มีการจัดโปรโมชั่น ให้ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ก็จะรีบไปจับจองสินค้านั้นทันที โดยลืมคำนวนรายได้ในแต่ละเดือนว่าจะพอกับรายจ่ายหรือไม่ ยิ่งพอสถาบันทางการเงินออกบัตรเครดิตให้ ก็รีบกู้กันมาใช้จ่ายอย่างสบายใจ จนลืมคำนึงถึงดอกเบี้ยและภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น จนทำให้ในแต่ละเดือนไม่มีเงินออม เผลอ ๆ จะไม่พอค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นมาอีก จึงทำให้คนกลุ่มนี้ต้องประสบกับปัญหา ชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบจนเสียประวัติ และคนกลุ่มนี้ก็มักจะมีวงจรเดิม ๆ เช่นนี้ไปตลอดไม่สามารถสร้างฐานะให้ดีขึ้นมาได้ หากไม่เปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่

แนวคิดคนรวย คนรวยคิดต่างจากคนจนตรงที่พวกเค้ามีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย มีการเก็บออม และนำรายได้ที่มีไปขยายกิจการเพื่อต่อยอดเงินให้เพิ่มขึ้นจากเดิม และพวกเค้าจะทำงานหนักเพียงช่วงแรกหลังจากนั้นก็จะให้เงินทำงานแทน เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว พักผ่อน ท่องเที่ยว ได้อย่างมีความสุข ผิดกับคนจนที่ยังคงทำงานหนักแลกเงินเพื่อเลี้ยงชีพไปวัน ๆ ยกตัวอย่างคนรวยที่ให้เงินทำงานแทน เช่น การสร้างคอนโด อพาตเมนท์ให้คนเช่า เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าแค่แนวความคิดที่แตกต่างก็สามารถมีผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตและฐานะของคนเรา ดังนั้นถ้าวันนี้คุณอยากมีอิสระภาพทางการเงิน ก็ควรนำแนวคิดแบบคนรวยมาใช้ และทิ้งนิสัยเดิม ๆ ที่เคยใช้จ่ายเกินตัวจนมีภาระหนี้สินมากมาย เริ่มมีการวางแผนการเงินที่ดี เท่านี้ก็จะทำให้คุณพบกับอิสระทางการเงินได้อย่างแน่นอน


คนไทยฝืนกระแสในยุคตายผ่อนส่ง กับสูตรอาหารล้างลำไส้และระบบดูดซึมของร่างกายให้สะอาด

ในยุคปัจจุบันนี้ คนไทยต้องเจอกับปัญหามลภาวะ ฝุ่นควัน และท่อไอเสีย จากรถ จากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ร้ายที่สุดกว่านั้น อาหารการกินของเรา ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ล้วนเจือปนมาด้วยสารพิษจากยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อ หรือฟอร์มารีน เอาง่าย ๆ ว่าในสังคมยุคปัจจุบันนี้เราไม่มีทางเลือกมากในการใช้ชีวิตเลย หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเรากำลังอยู่ในยุคตายผ่อนส่งก็เป็นได้

สาเหตุหลักของโรคภัยไข้เจ็บ

โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับร่างกายคนเรา ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะความเครียด และการไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงเรื่องอาหารการกินซึ่งเป็นสาเหตุหลัก คนไทยในยุคปัจจุบันไม่ค่อยได้ใส่ใจในเรื่องอาหารการกินของตัวเองเท่าที่ควร เนื่องจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ต้องอยู่ในชั่วโมงเร่งรีบ หรือบางกลุ่มจะเน้นทานอาหารที่ตนเองชอบและมีรสชาติอร่อยถูกปากเท่านั้น จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ชอบกินขนมนมเนย ของทอด ๆ มัน ๆ ที่รับวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติอื่น ๆ เข้ามา เช่น พิซซา แฮมเบอร์เกอร์ เป็นต้น ไม่ค่อยกินผักผลไม้ และกินอาหารพื้นบ้านของคนไทยในยุคดั้งเดิม เช่น ข้าวไม่ขัดสี กินกับผักสด และน้ำพริกปลาย่าง เริ่มหมดไป จะเห็นว่าคนไทยสมัยก่อนแข็งแรงไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ ผิดกับยุคปัจจุบัน ที่คนไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้  ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบาหวาน และมะเร็งอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว

อาหารแนวธรรมชาติบำบัด

อาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัดที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้คิดค้นสูตรอาหารที่ช่วยในเรื่องของการล้างลำไส้และระบบดูดซึมในร่างกายคนเราขึ้นมา เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ชอบกินอาหารทอด ๆ มัน ๆ รวมถึงกินอาหารที่เจือปนด้วยสารพิษเข้าไปเป็นประจำ เพื่อช่วยให้คนไทยห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืนยาวขึ้นได้ ซึ่งสูตรในการล้างระบบดูดซึมในร่างกายมีดังนี้

สูตร โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว

สูตรนี้ได้ถอดแบบออกมาจากพระไตรปิฏกในสมัยพุทธกาล ที่มีการนำ เนยข้น+เนยใส+น้ำอ้อย+น้ำผึ้ง มาใช้ในการรักษาโรค บำรุงร่างกาย ซึ่งในยุคปัจจุบัน สูตรนี้ มีสรรพคุณ ใช้ในการล้างสารพิษ ไขมัน และขยะในลำไส้ที่เกิดจากการกินของทอดมัน ๆ และเจือปนสารพิษเข้าไป ทำให้ลำไส้สะอาด ระบบดูดซึมทำงานได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสมอง ลดความอ้วนและทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย

จะเห็นว่าสูตรนี้ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเลย ดังนั้นแค่เราทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินกันสักนิด และด้วยไลฟ์สไตล์ชีวิตในยุคปัจจุบัน เราเลี่ยงอาหารตามสั่งตามร้านค้าทั่วไปไม่ได้ เราก็ควรมีการล้างลำไส้ด้วยสูตรธรรมชาตินี้เป็นประจำ เพื่อที่ร่างกายจะได้สมบูรณ์แข็งแรง มีอายุยืนยาวสวนกระแสในยุคตายผ่อนส่งนี้ต่อไป

Category : อาหาร

Tag: อาหารแนวธรรมชาติ, สูตรล้างระบบดูดซึม, อาหารล้างลำไส้

เครดิตภาพ:  https://pixabay.com/th/%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%84%E0%B9%8A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-1905733/


ยุคสมัยที่ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามา แต่ทำไมเศรษฐกิจไทยกลับย่ำแย่ลง

อย่างที่รู้กันดีว่า ยุคนี้คือยุคของความเจริญก้าวล้ำสมัยทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในสังคมไทย สร้างความสะดวกสะบาย ความรวดเร็ว ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ที่มีการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ การติดต่อสื่อสาร ที่สามารถเห็นหน้ากันได้แม้จะอยู่ไกลถึงต่างประเทศ การเดินทางทั้งในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือเครื่องบิน  การทำธุรกิจที่สามารถประชุมกลุ่มกันได้ทางโทรศัพท์ รวมถึงความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ที่มีทั้งกล้องวงจรปิด และสัญญานเตือนกันขโมย เหล่านี้วัดถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยีได้อย่างเด่นชัดจากยุคเก่าก่อนที่การเดินทางแสนยากลำบาก รวมถึงการติดต่อสื่อสารที่ไม่ได้รับความสะดวกอย่างในยุคปัจจุบัน แต่คำถามคือ ทำไมเมื่อความทันสมัยเข้ามาเยือน เศรษฐกิจในสังคมไทยกลับแย่ลงและไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นมาเลย

ปัญหาเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบัน

ความเจริญทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมันก็เหมือนกระจกสองด้าน ด้านหนึ่งสร้างความสะดวกสบายต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสำหรับคนในยุคปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบโดยตรงให้ประชากรในประเทศไทยมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วย จะเห็นได้จากภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อค่าครองชีพสูง ประชากรในระดับรากหญ้าจนถึงระดับปานกลาง ก็ต้องมีการประหยัดค่าใช้จ่ายในการกิน การท่องเที่ยว และการบันเทิงด้านต่าง ๆ ลง ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการซื้อขายในประเทศ การเดินทาง ธุรกิจการบันเทิง จึงดูซบเซาแบบไม่มีวี่แววจะขยับตัวขึ้นเลย และที่สำคัญ ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนถึงปัญหาด้านภัยธรรมชาติและข่าวอาชญากรรมในเมืองไทย ทำให้ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนทำธุรกิจหรือท่องเที่ยวในประเทศไทยดังเช่นยุคก่อนๆ เงินในประเทศจึงไม่สะพัด จะเห็นได้ว่าประชากรไทยประสบปัญหาความยากจนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรากหญ้าอย่างกรรมกร และเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นที่น่าสลดใจ ว่าเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทันสมัยในเมืองไทยนั้น มันตอบโจทย์ประชากรไทยในระดับคนที่มีฐานะพอมีจนถึงคนที่ร่ำรวยมากกว่าจะมาช่วยเหลือคนจนระดับล่าง ที่ยังคงประสบปัญหาความยากลำบากเช่นเดิม

แนวทางแก้ปัญหา

จะเห็นได้ว่าสาเหตุหลักนั้นมาจาก บุคลากรในประเทศ เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะไม่เกิดการใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100% ถ้ามันยังคงได้ถูกนำมาใช้เพียงประชากรในบางกลุ่ม บางพวกเท่านั้น ดังนั้นเทคโนโลยีก็ต้องพัฒนาให้ควบคู่กับการพัฒนาคน ในด้านการศึกษา ให้ประชากรกลุ่มที่ด้อยโอกาสได้มีความรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และขณะเดียวกัน ผู้นำองค์กรต่าง ๆ ก็ควรมีจรรยาบรรณในอาชีพของตัวเอง รวมถึงจริยธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้านทีเดียว

จะเห็นได้ว่าความเจริญก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี และมันจะเกิดประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธิภาพเต็มร้อย ถ้าบุคลากรในประเทศได้ถูกพัฒนาควบคู่ไปด้วยทั้งในด้านของการศึกษาและจริยธรรม จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้ เพราะปัญหาต่างๆในประเทศล้วนเกิดจากคนทั้งนั้น ดังนั้นคนที่ไม่มีความรู้ก็ต้องเรียนรู้ คนที่มีการศึกษาสูงมีตำแหน่งหน้าที่ดี ๆ ก็ต้องปลูกฝังในเรื่องศีลธรรม เพราะเมื่อประชากรในประเทศเจริญแล้วประเทศชาติก็จะเจริญตามอย่างแน่นอน


ชาวนา กระดูกสันหลังของชาติ เหตุใดสังคมไทยละเลย ต้องประสบปัญหาความยากจนมายาวนาน

อาชีพชาวนาที่สังคมไทยในยุคเก่าก่อนได้ยกย่องให้เป็นอาชีพที่มีเกรียติ มีความสำคัญต่อความอุดมสมบูรณ์ของประเทศชาติ เปรียบชาวนาเป็นดั่งกระดูกสันหลังของชาติ แต่เหตุใดวันนี้ ชาวนามากมายหลายครัวเรือนจึงถูกสังคมไทยละเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างมาก ที่ชาวนาส่วนใหญ่ต้องประสบปัญหาความยากจนต่อเนื่องอย่างยาวนาน โดยไม่ได้มีการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังสักที ทั้ง ๆ ที่ชาวนาต้องทำงานตรากตรำ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เหน็ดเหนื่อยอย่างสาหัส แต่กลับได้ผลตอบแทนที่มีรายได้ขาดทุนในทุก ๆ ปี จึงทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาหนี้สินต่อ จนต้องโดนยึดที่นา ยึดบ้านช่อง ก็มีให้เห็นกันมากมายตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ในสังคมไทยปัจุบันนี้ หนำซ้ำปัญหาที่ต่อเนื่องกันจากพ่อสู่ลูก ลูกสู่หลาน เนื่องจากปัญหาความยากจน จึงต้องใช้ชีวิตอยู่กันแบบแล้งแค้น ในยะถาชีวิตแบบเดิม ๆ ซึ่งผิดกับชาวนาในประเทศอื่น ๆ ทางฝั่งยุโรปและอเมริกา ที่มีคุณภาพชีวิตและรายได้ที่ดี ผิดกับชาวนาในบ้านเราอย่างมากทีเดียว และถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหาความยากจนนี้อย่างจริงจัง แน่นอน ปัญหาชาวนาถูกสังคมไทยมองข้ามและละเลยจะไม่มีวันหมดไปจากประเทศชาติอย่างแน่นอน

เหตุใดชาวนาในประเทศไทยจึงยากจน

เกิดจากชาวนาส่วนใหญ่มีความรู้น้อย ไม่สามารถจำหน่ายข้าวสู่ผู้บริโภคโดยตรง จึงต้องนำข้าวไปขายให้กับโรงสี ที่รับซื้อหรือพ่อค้าคนกลางเท่านั้น ทำให้ไม่มีทางเลือกทางการค้าที่ดีต่อตนเอง ซึ่งกลไกการตลาดข้าวนั้น ชาวนาเป็นผู้ลงทุนในการปลูกข้าวมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย กว่าจะได้ข้าวไปขายให้กับโรงสี ซึ่งทำการขัดสีข้าวแล้วไปขายให้กับโรงงานผู้จำหน่ายข้าวทั้งส่งออกหรือจำหน่ายในประเทศต่อไป  โดยราคาข้าวถูกกำหนดจากพ่อค้าคนกลาง ชาวนาไม่สามารถตั้งราคาได้เอง จึงทำให้ขายข้าวขาดทุนในทุก ๆ ปี เพราะต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง  และสาเหตุเหล่านี้นี่เอง จึงทำให้ชาวนามีฐานะความเป็นอยู่ที่แล้งแค้นในสังคมยุคปัจจุบัน

แนวทางช่วยเหลือชาวนา

รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือและแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาอย่างจริงจังและจริงใจโดยการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาให้ความรู้ และคอยให้คำปรึกษาช่วยเหลือชาวนา รวมถึงดูแลไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนา ด้วยการสนับสนุนด้านเงินทุน ให้ความรู้ความสามารถ และโอกาสที่ดีในด้านต่าง ๆ ให้สวัสดิการกับชาวนา รวมถึงลูกหลานของชาวนา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาได้

ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรมีสามัญสำนึกในอาชีพที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ควรยกย่องให้เกรียติอาชีพชาวนา ลองนึกดูว่าถ้าไม่มีอาชีพชาวนาเลย เพราะไม่มีใครอยากยากจนประเทศชาติจะเป็นอย่างไร และรัฐบาลเองก็ควรมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวนานี้อย่างจริงจัง ให้ชาวนาหลายล้านครัวเรือนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


ภาครัฐทั่วเอเชียหนุนหนุ่มสาวปั๊มลูกเร่งแก้ปัญหาประชากรลดลงในระยะยาว

การลดจำนวนลงของประชากรนั้นดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของผู้นำในหลาย ๆ ประเทศ จนต้องออกนโยบายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนวัยหนุ่มสาวรีบแต่งงาน และมีลูกเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้ การลดลงของจำนวนการเกิดของเด็กในประเทศนั้นส่งผลต่อความไม่สมดุลกันระหว่างประชาชนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และจำนวนเด็กที่ลดลงอย่างน่าใจหาย เป็นผลให้เกิดความกังวลเรื่องการจ้างงานในอนาคตจนเกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานเพื่อพัฒนาประเทศได้ในที่สุด

โดยหลายประเทศ โดยเฉพาะในทวีปเอเชียเกิดปัญหานี้ขึ้น โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจอย่างจีน จากเดิมรัฐบาลจีนได้กำหนดโควต้าให้ทุกครอบครัวสามารถมีบุตรเพื่อสืบเชื้อสายได้เพียง 1 คนเท่านั้น การประกาศนโยบายนี้ก็เพื่อลดจำนวนประชากรจีนที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่จากสถิติการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น และการลดลงของจำนวนคู่แต่งงานตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้จำนวนการเกิดใหม่ของประชากรลดน้อยลง ส่งผลให้รัฐบาลจีนต้องออกประกาศใหม่อีกครั้งเรื่องการกำหนดโควต้าเด็กให้เพิ่มจากครอบครัวละ 1 คน เป็นครอบครัวละ 2 คน เพื่อแก้ปัญหาของจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะการเกิดน้อยลง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมของคนทำงานหนักประกอบกับชายหญิงส่วนใหญ่ถึงแม้ว่ามีความต้องการใช้ชีวิตคู่แต่ยังคงหวงชีวิตอิสระ ทำให้ประชากรวัยหนุ่มสาวส่วนมากนิยมอยู่ตามลำพัง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเกิดความกังวลว่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าประชากรญี่ปุ่นจะน้อยลงแต่มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุล และอาจกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องได้รับการเยียวยาโดยเร็วที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงออกประกาศลดเวลาการทำงานของประชาชนลง เพื่อให้มีเวลาอยู่กับคนรักและครอบครัวมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยเองก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากจำนวนคนชราสูงขึ้นแต่จำนวนเด็กเกิดใหม่กลับลดลง รัฐจึงเห็นว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปสังคมไทยต้องกลายเป็นสังคมคนชรา โดยประชาชนวัยแรงงานต้องแบกรับภาระการเลี้ยงดูผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงออกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีบุตรคนแรกจะสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 30,000 บาทต่อปี และลดหย่อนภาษีอีก 60,000 บาทต่อปี สำหรับบุตรคนที่ 2 ขึ้นไป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนไทยวัยทำงานมีความต้องการมีบุตรเพิ่มขึ้น

อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในประเทศต้องเกิดปัญหา เช่น การปิดตัวลงของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย การยุบชั้นเรียนและนำนักเรียนมาเรียนรวมกัน รวมถึงการว่างงานของบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กโดยเฉพาะครูอนุบาล หรือแม้กระทั่งจำนวนตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นจากสภาวะขาดแคลนแรงงาน และอีกหลายปัญหาที่คาดว่าจะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีหรือช่วยเรื่องการศึกษาจากภาครัฐให้ประชาชนได้เห็นข้อดีของการมีบุตรนั้นเป็นเรื่องดี เพื่อลดความกังวลจากคนวัยหนุ่มสาวเรื่องความกลัวต่อความยากลำบากที่จะเกิดกับลูกในอนาคต

 


ชาวกรุงอยู่ไม่ไหว รถไฟฟ้าทำรถติดรอบกรุง 3 ปี ซ้ำทางด่วนจ่อขึ้นราคากันยานี้

ชาวกรุงเทพมหานครและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต่างพากันบ่นอุบเป็นเสียงเดียวกันว่าเบื่อ และเหนื่อยกับการเดินทางในแต่ละวัน ที่ต้องเผชิญกับภาวะรถติดที่เป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยายังคาดการณ์อีกว่าอาจมีน้ำเหนือไหลลงมาท่วมขังในบริเวณที่ลุ่มของกรุงเทพมหานครช่วง 2 – 3 เดือนหลังจากนี้ นอกจากนี้ชาวกรุงเทพและบริเวณใกล้เคียงยังต้องเผชิญกับปัญหารถติดจากการระดมสร้างรถไฟฟ้าอีกหลายสายในคราวเดียว คาดว่าจะแล้วเสร็จอีก 4 – 5 ปีข้างหน้า อีกทั้งทางด่วนเตรียมขึ้นราคาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เรียกว่าเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชาวกรุงกันเลยทีเดียว

จากการแถลงแผนงานการสร้างรถไฟฟ้าของประเทศไทยทำให้ทราบว่าจะมีการสร้างเส้นทางการเดินรถอีก 3 สาย ได้แก่ สายสีส้ม สายสีชมพู และสายสีเหลือง ซึ่งแต่ละสายนั้นจะถูกสร้างให้ครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ในเขตปริมณฑลบางส่วน ได้แก่ นนทบุรีและสมุทรปราการ โดยสายส้มจะมีการสร้างทั้งหมด 17 สถานี เริ่มตั้งแต่สถานีศูนย์วัฒนธรรมไปจนถึงสถานีสุวิทวงศ์ ส่วนสายสีชมพูมีทั้งหมด 30 สถานี เริ่มที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี และสุดสายที่สถานีมีนบุรี ใกล้แยกร่มเกล้า สำหรับสายสุดท้ายคือสายสีชมพูจะอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการมีจำนวนทั้งหมด 23 สถานี เริ่มจากสถานีรัชดา ทอดยาวไปถึงสถานีสุดท้ายคือสถานีสำโรง ซึ่งตามรายงานระบุว่ารถไฟฟ้าทุกสายจะแล้วเสร็จในปี 2566 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ส่งผลให้คนกรุงเทพและคนในพื้นที่ก่อสร้างต้องหาเส้นทางใหม่ หรือวางแผนการเดินทางหรือใช้บริการทางด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลารถติด

แต่ดูเหมือนว่าคนกรุงกำลังจะหนีเสือเพื่อปะจระเข้ เนื่องจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแจ้งว่าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นไปจะปรับขึ้นค่าผ่านทางอีก 5 บาท  สำหรับทางพิเศษ 2 เส้นทาง คือทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) และทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคมได้ระบุว่าการขึ้นค่าผ่านทางครั้งนี้เนื่องมาจากการทำสัญญาระหว่างรัฐและบริษัทเอกชนผู้มีส่วนในผลประโยชน์ ดังนั้นรัฐจึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เป็นผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ความยุ่งยากในชีวิตของคนกรุงที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ ส่งผลให้การวางแผนสำหรับการเดินทางประจำวันจำเป็นต้องรัดกุม สำหรับใครที่ออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ก็ต้องออกให้เช้ากว่าเดิมเพื่อความมั่นใจว่าจะไปถึงที่หมายให้ทันเวลา ถึงแม้หลายคนจะรู้สึกเหนื่อย และท้อกับการใช้ชีวิตประจำวันในเมืองใหญ่แต่การยอมรับ และปรับตัวเพื่อรับกับสภาพความเป็นอยู่เช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำและหลีกเลี่ยงไม่ได้