ในยุคที่เศรษฐกิจไทยซบเซาเช่นนี้ ทางรอดของคนในสังคมคืออะไร

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจ เรามักจะได้ยินคนบ่นกันมากมายว่าเศรษฐกิจแย่จัง ขายของไม่ดีเลย ค่าครองชีพสูง ชักหน้าไม่ถึงหลัง เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งสำหรับใครที่พอมีฐานะที่ดีในระดับหนึ่งแล้วก็คงจะไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร แต่เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าหรือคนหาเช้ากินค่ำมากกว่าคนรวย จึงเป็นปัญหาในประเทศที่ก่อให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงาน เนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ หลาย ๆ บริษัทจึงต้องปลดพนักงานออกเพื่อความอยู่รอด เกิดเป็นปัญหาความยากจนต่อมา จนถึงปัญหาให้มีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปล้นชิงทรัพย์ หรือทำร้ายร่างกายกัน คนในยุคนี้จึงต้องอยู่กันด้วยความระแวง ระวัง ตัวใครตัวมัน ซึ่งนับว่าอยู่ยากขึ้นไปทุกวัน ๆ แล้วจะทำอย่างไรล่ะถึงจะมีทางรอด และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยได้อย่างสงบสุข วันนี้เรามีคำตอบ

ทางรอดของคนในสังคมยุคเศรษฐกิจย่ำแย่

1.อยู่แบบพอเพียง

การจะมีความสันติสุขได้ในการใช้ชีวิตเราต้องปรับที่ใจของตัวเองก่อน คือต้องรู้สถานะของตัวเอง ว่ามีรายได้เท่าไหร่ ปรับการใช้จ่ายให้เพียงพอกับรายได้ของตน ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เราอยู่รอด หากมันไม่พอจริง ๆ ก็ต้องหารายได้เพิ่ม ขยันทำงานให้เพิ่มขึ้น

2.สร้างความอิ่มใจ

ในยุคที่เศรษฐกิจดีเราอาจเคยใช้จ่ายอุดมสมบูรณ์ อยากได้อะไรก็ได้ แต่ในยุคเศรษฐกิจทรุดลงแบบนี้ เราจะต้องปรับตัวเองให้เป็นเหมือนแก้วน้ำใบเล็ก สามารถเติมน้ำน้อยได้เต็มแก้ว เปรียบเหมือนเราพึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ มันเติมเต็มชีวิตเราให้มีความสุขได้แบบไม่รู้สึกขาดหรือกระหาย

3.ไม่หวังรวยทางลัด

อะไรก็ตามที่เป็นความเสี่ยงหรือความเสียหายของทรัพย์สินเราจะไม่ทำ เช่น หวังรวยทางลัด โดยการเล่นหวย เล่นการพนัน เล่นแชร์ เป็นต้น เพราะได้มาก็ต้องมีอันเสียไปมันเป็นสัจธรรมตายตัว อย่างที่เราเห็นว่าบางคนได้แล้วอยากได้อีก จนเอาบ้าน รถ ที่ดิน ไปเดิมพัน สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย

4.รอจังหวะที่เหมาะสม

ระหว่างนี้เราก็ขยันทำงานหารายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัวไปก่อน จนกว่าจะมีเงินขึ้นมาบ้าง เราจึงค่อยมองหาช่องทางที่จะทำอะไรเพิ่มให้เงินมันงอกเงยขึ้นมาได้ หรือพูดอีกอย่างว่า รอคอยจังหวะและโอกาสที่ดีและเหมาะสมในการขยับขยายฐานะครอบครัวนั่นเอง

5.หลีกห่างคนพาล

ขึ้นชื่อว่าคนพาล ก็มักจะนำเรื่องเดือดร้อนกายใจมาให้ ดังนั้นการไม่คบมิตรชั่ว และหลีกห่างคนพาล จึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันภัยที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว เราควรคบแต่กัลยาณมิตรที่จริงใจ ชักจูงให้กำลังใจ และแนะนำเราไปสู่หนทางที่ดี

และทั้งหมดนี้ก็เป็นทางอยู่รอดของพวกเราในยุคเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสงบสุข ขยันทำงานให้มีเงินทุนสักก้อน รอคอยจังหวะและโอกาสดี ๆ เพื่อขยับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นต่อไป


การเมืองไม่นิ่งเศรษฐกิจไทยก็โอนเอน เรื่องเกี่ยวเนื่องที่กระทบปากท้องของคนไทย

หลังผ่านการเลือกตั้งมาร่วมเดือนแล้ว ก็ยังดูเหมือนว่าประเทศไทยเราจะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการเมือง และมีการคาดการณ์กับความไม่แน่นอนทางการเมืองนี้ไปต่าง ๆ นานา ยิ่งเรื่องการเมืองดูจะเป็นปัญหายืดเยื้อส่อเค้าว่าจะมีความไม่ลงรอยกันแบบนี้ยิ่งกระทบกับเศรษฐกิจในภาครวมของประเทศ และกระทบกับความเชื่อมั่นในการลงทุนทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิเคราะห์คาดการณ์ GDP ปีนี้จะลดลง

จากความวิตกในเรื่องการเมืองของไทยที่ยังไม่แน่นอน บวกกับปัญหาที่เป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจโลกจากต่างประเทศมากมาย อย่างเรื่องสงครามการค้าจีนกับสหรัฐอเมริกา ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจในจีน ปัญหา Brexit ในอังกฤษที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ล้วนเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลให้นักลงทุนยังไม่กล้าที่จะทำอะไรในช่วงนี้ นั่นทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการของไทยจากหลายสำนักคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของไทยในปีนี้จะโตลดลงจาก 3.5-4.8% เหลือเพียงแค่ 3.5-4.0% เท่านั้น ซึ่งนักวิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจต่างมองไปในทางเดียวกันว่า ปัจจัยใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยน่าจะชะลอตัวไปอีกสักระยะใหญ่ ๆ ก็คือ ปัจจัยภายในประเทศซึ่งนั่นก็คือ เรื่องการเมืองนั่นเอง การเมืองที่ไม่มีทางออกไม่มีความชัดเจนและดูเหมือนจะได้มาซึ่งรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพน่าจะสร้างความวิตกและไม่มั่นใจอย่างมากต่อการตัดสินใจในภาคการลงทุนต่าง ๆ การบริโภคของประชาชนในประเทศก็น่าจะมีแนวโน้มลดลงด้วย ซึ่งนั่นจะส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทยยังคงซบเซาต่อไปอีกเป็นปีแน่นอน

หลายภาคส่วนคาดหวังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแก้ปัญหาปากท้องได้

ไม่ว่าภาคประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต่างก็คาดหวังไปในทางเดียวกันว่า การเมืองจะมีทางออกได้ในเร็ววันและรัฐบาลใหม่จะเข้ามาแก้ไขและปลดล็อกรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา สามารถที่จะนำมาประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยและฟื้นเศรษฐกิจแก้ปัญหาปากท้องได้ในเร็ววัน มีกฎหมายหลายข้อน่าจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นและถกกันใหม่ อย่างเรื่องของการพนันออนไลน์ หวยออนไลน์ การทำให้การพนันเป็นเรื่องที่เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อใช้ธุรกิจเหล่านี้เป็นช่องทางสร้างรายได้และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีคาสิโนออนไลน์เกิดขึ้นอยู่หลายแห่ง เว็บไซต์คาสิโนออนไลน์แห่งหนึ่ง คือ VWIN ที่เปิดให้บริการรับพนันกีฬาออนไลน์ เป็นตัวอย่างที่ดีว่า สามารถดำเนินการได้ประสบความสำเร็จและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะมีนักพนันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปใช้บริการกันมาก สะท้อนให้เห็นว่า หากภาครัฐมีแนวนโยบายที่ดี และมีความเข้มงวดในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมากว่าเดิม จริงจังกับเรื่องนี้ โอกาสที่จะทำให้ธุรกิจสีเทา หรือ ธุรกิจใต้ดิน ให้ขึ้นมาอยู่บนดินได้อย่างถูกกฎหมาย และสามารถใช้เป็นช่องทางสร้างรายได้เข้าประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ดี โดยไม่ต้องไปขูดรีดภาษีจากประชาชน

นี่จึงเป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศในขณะนี้ที่หวังว่า การเมืองของไทยจะไร้ซึ่งความขัดแย้ง หันหน้าเข้าหากันและสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้ได้ เมื่อการเมืองมั่นคง การออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะทำได้ง่าย การผ่านร่างกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศก็จะผ่านอย่างฉลุย ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่า ปัญหาการเมืองไทยจะคลี่คลายไปเมื่อไหร่ คนไทยจึงคงต้องอดทนรอกันต่อไป


วงการบันเทิงที่เปลี่ยนไปกับบทบาทใหม่ในสังคมไทย

เมื่อพูดถึงวงการบันเทิงในบ้านเรายุคปัจจุบัน ได้มีการเปิดกว้างเสรีมากขึ้น จากเก่าก่อนเราจะได้ดูรายการบันเทิงต่าง ๆ ผ่านทางทีวีของแต่ละช่อง ที่มีผลงานให้เราติดตามหรือชื่นชอบจากดารา นักแสดง นักร้อง ที่สังกัดทางช่องหรือทางค่ายเท่านั้น ซึ่งรายได้สำหรับคนที่ทำงานในวงการบันเทิงอย่างดารา นักแสดง นักร้อง นั้นดีมาก เพราะแบรนด์ต่าง ๆ สามารถทำการตลาดสร้างยอดขายที่ดีได้จากการลงโฆษณาทีวีคั่นรายการ โดยใช้นักร้องนักแสดงเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโฆษณาสินค้า ดังนั้นจะมีคนที่เด่นดังเพียงเฉพาะบางกลุ่ม ผิดกับยุคปัจจุบันที่วงการบันเทิงไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มดารานักร้องนักแสดงในทีวีเท่านั้น แต่การบันเทิงได้กระจายไปสู่ผู้คนให้ได้แสดงความรู้ ความสามารถ ความสนุก สร้างสีสัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ด้วยช่องทางโซเชียลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยูทูป อินสตราแกรม เฟสบุ๊คไลฟ์ โดยไม่ได้จำกัดรูปร่าง หน้าตา ฐานะ ระดับการศึกษา แต่ประการใด แค่กล้าแสดงออก มีความเป็นธรรมชาติ และเป็นเอกลักษณ์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้คนมากมายให้ความสนใจเข้ามาชื่นชอบและกดติดตามกันเป็นแสนเป็นล้านคนทีเดียว เรียกว่าดังข้ามคืนกันเลย เพราะแท้จริงแล้วทุกคนก็เป็นทั้งผู้กำกับละครและนักแสดงในบทบาทชีวิตของตัวเองทั้งนั้น คนทุกคนในโลกที่เล่นโซเชียล มีโอกาสที่จะสร้างสีสันความบันเทิงด้วยกันได้ทั้งสิ้น แค่กล้าที่จะทำ

บทบาทของการบันเทิงที่มีต่อสังคมไทย

1.กระจายรายได้ให้กับคนในประเทศ

จากเดิมที่แบรนด์ต่าง ๆ จะทำการตลาดทางทีวี โดยจ้างพรีเซ็นเตอร์แพง ๆ ปัจจุบันได้เพิ่มรูปแบบ โดยการเข้ามาติดต่อทำการโฆษณา ทางโซเชียลที่นิยมกันอย่างช่อง ยูทูป โดยผ่านช่องของเราที่มีคนติดตามมาก ๆ และยูทูปก็จ่ายเงินให้กับเราค่าโฆษณาที่มีแบรนด์มาว่าจ้าง ซึ่งเป็นการกระจายรายได้ที่กว้างขึ้นสู่ผู้คนภายในประเทศ

2.ได้สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์มากมาย

เพราะในปัจุบัน นอกจากความบันเทิงแล้ว ก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่มีความรู้ความชำนาญในสาขาอาชีพของตัวเอง ได้ออกมาแบ่งปันข้อมูลสาระ และความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้คนที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสอนภาษา ความรู้ทางธุรกิจ แชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิตต่าง ๆ การจะก้าวข้ามปัญหา เหล่านี้เป็นต้น

3.ผ่อนคลายความเครียด

สำหรับหลาย ๆ คนที่ทำงานเหนื่อย ก็อยากพักสมองโดยการดูรายการที่ผ่อนคลายสมอง เรียกเสียงหัวเราะ สร้างรอยยิ้ม ก็สามารถดูได้สะดวกทางโซเชียลซึ่งมีหลากหลายความบันเทิงตามชอบ โดยไม่จำเป็นต้องดูเฉพาะทางทีวีที่จำกัดช่องเหมือนเก่า

 4.สร้างแรงบันดาลใจ

เนื่องจากคนไทยชอบตามกระแส ดังนั้นหากมีคนที่พวกเค้าชื่นชอบและติดตาม ได้ออกมาแชร์ถึงความยากลำบากที่เคยได้รับแล้วก้าวข้ามมันมาได้จนร่ำรวย ประสบความสำเร็จ ก็จะสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างที่ดีขึ้นมาได้

และนี่จึงเป็นการบันเทิงรูปแบบใหม่ในบ้านเรา ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายครบวงจร ใครชื่นชอบแนวไหนก็จะไปติดตามคนในกลุ่มสาขานั้น ๆ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของตนเองแล้วก็จะเป็นการเสพการบันเทิงอย่างมีคุณค่านั่นเอง


สินค้าไทยเป็นที่ต้องการของประเทศไหน เราจะส่งออกสินค้าอะไร ที่สร้างยอดขายและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดี

อย่างที่รู้กันดีว่าในยุคที่มีความทันสมัยทางด้านเทคโนโลยี การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศจึงมีความสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัว ไม่ว่าจะขนส่งทางอากาศ ทางน้ำ หรือทางบก รวมทั้งการติดต่อสื่อสารทำการค้ากันก็สะดวกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลมาเจอตัวกันให้เสียเวลาเหมือนยุคก่อน ๆ  แค่มีการติดต่อสอบถามกันทางช่องทางเว็บไซต์หรือเว็บเพจก็ตกลงซื้อขายกันได้แล้ว จึงนับว่าไม่ใช่เรื่องยากหากเราคิดจะทำการค้าระหว่างประเทศ และการทำการตลาดนั้นก็ง่าย เพราะมีช่องทางโซเชียลต่าง ๆ ไม่ว่าจะทางยูทูป กูเกิล หรือแม้แต่ไลฟ์สดทางเฟสบุ๊ค ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างไกลทั่วโลก

แต่ก่อนที่เราจะทำการค้าระหว่างประเทศนั้น เราจะต้องศึกษาวิเคราะห์ให้ดีเสียก่อนว่า ประเทศไหนที่เค้าให้ความเชื่อถือและสนใจสินค้าจากประเทศไทย ยอดขายที่เป็นสถิติที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาจากประเทศอะไร และสินค้าแบบไหนที่ชาวต่างชาติต้องการ รวมถึงเงินทุนที่เราจะใช้ในการทำธุรกิจ เพียงพอต่อการผลิตสินค้าส่งออกอย่างมีมาตรฐานตรงตามความต้องการของลูกค้าหรือไม่ ซึ่งวันนี้เรามีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำการค้าระหว่างประเทศมาฝากกัน สำหรับใครที่ยังไม่มีความรู้เบื้องต้นเลย และนี่ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้มหาศาลให้คุณจากการส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

ประเทศที่ให้ความสนใจและต้องการสินค้าไทย ที่เราควรทำการค้าด้วย คือ ประเทศจีน

จีน เป็นประเทศที่มีกำลังในการผลิตสินค้าค่อนข้างสูง ประเทศต่าง ๆ ได้มาจ้างโรงงานจีนในการผลิตสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ออกมามากมายหลากหลายรูปแบบ แม้แต่ประเทศไทยเอง เพราะต้นทุนการผลิตที่จีนนั้นต่ำ เครื่องมือเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ถือเป็นเจ้าพ่อแห่งเทคโนโลยีในเอเชียเลย แต่ทำไมประเทศจีนยังคงต้องการสินค้าจากประเทศไทยล่ะ คำตอบคือ คนจีน มีความหลงใหลและชื่นชอบในความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เค้าเชื่อว่าสินค้าไทยดีและมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป ในรูปของอาหารแช่แข็ง อาหารอบแห้ง อย่างผัดไทย ต้มยำกุ้ง ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เช่น หมอน ที่นอน สมุนไพรไทย ทั้งยาหอม ยาบำรุงกำลัง และยาทาแก้ปวดเมื่อย ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ดูได้จากยอดสถิติที่จีนซื้อสินค้าจากประเทศไทยไป มียอดเงินรวม 995,000 ล้านบาททีเดียว และมีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ

ดังนั้นหากใครคิดจะส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ จีน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากที่สุดตอนนี้ เพราะสินค้าไทยมีความเป็นไทยที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นหากคุณจะเลือกส่งออกอะไร ก็ให้คำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคด้วยว่าพวกเค้าให้ความสนใจและชื่นชอบกับอะไรเป็นพิเศษ ที่สำคัญในปัจจุบันการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานนั้นก็ง่าย เพียงคุณไปจ้างโรงงานที่รับผลิตสินค้าส่งออก ซึ่งจะทำให้คุณมั่นใจถึงคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และต้นทุนการผลิตก็ไม่ได้แพงมาก ทั้งนี้คุณควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งออกให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดหรือเสียหายใด ๆ ตามมาCategory: การค้าระหว่างประเทศ


ความภูมิใจของธุรกิจเกษตร กับผักออร์แกนิค ส่งมอบคุณค่าสู่ผู้บริโภค

เราจะเห็นว่าพืชผักผลไม้ที่เราบริโภคกันในยุคปัจจุบันนี้ มันมีสารพิษจากยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่าง ๆ จากปุ๋ยเจือปนมาด้วย เพราะในการทำการเกษตรเพื่อจำหน่ายสู่ท้องตลาดนั้นจำเป็นที่จะต้องมีผลผลิตที่ดี ทั้งความสวยงามความดกของพืชผัก ขนาดรูปลักษณ์ของผักผลไม้ที่ได้มาตรฐานและสีสันสดใสที่ชวนให้น่ารับประทาน ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่ชาวเกษตรกรจะไม่ใส่ปุ๋ยเคมี หรือฉีดยากำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าแมลงในการทำการเกษตร เพราะพวกเค้าต้องการผลผลิตที่ดีที่สร้างรายได้สมกับที่ลงทุนลงแรงไป

ซึ่งวิวัฒนาการทางด้านการเกษตรในยุคสมัยใหม่ ก็ได้มีการค้นคว้าวิจัย พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสาน อย่างเช่น การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่กำลังเป็นที่นิยม ที่ไม่ต้องใช้ดินในการปลูก แต่ปลูกในน้ำที่ละลายธาตุสารอาหารต่าง ๆ ของพืช ให้พืชดูดซึมไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่หากไม่มีการควบคุมที่ดีจากเกษตรกร ก็จะมีสารไนเตรตที่สูงติดไปกับผักเมื่อไปรวมตัวกับสารอื่นในร่างกายเราแล้ว จะก็ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ จึงนับว่ายังไม่มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ดังนั้นจึงได้มีการรณรงค์การปลูกผักแบบแนวเกษตรอินทรีย์ ที่ปราศจากสารเคมีขึ้นมา ที่เรียกว่า ออร์แกนิค (Organic) หนึ่งในความภูมิใจของชาวเกษตรกรร่วมกับสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ที่ได้ส่งมอบคุณค่า ผักปลอดสารพิษสู่ผู้บริโภค ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จัก ผักออร์แกนิค กันว่ามันเป็นอย่างไร

มารู้จักผักออร์แกนิคกัน

ผักออร์แกนิค คือ ผักเกษตรอินทรีย์ที่ปลูกด้วยกระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมด ปราศจากการใช้สารเคมี ทั้งจากยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมีต่าง ๆ โดยเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมักแทน และใช้พืชผักจากธรรมชาติมาทำเป็นสารกำจัดวัชพืชแทน ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดินให้ปราศจากสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในดินเป็นเวลาถึง 3 ปี จนถึงกระบวนการผลิตที่ใช้ธรรมชาติทดแทนสารเคมีทั้งหมด จนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยว ที่ต้องได้รับการรับรองจากองค์การตรวจสอบอิสระ Accredited ของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ที่ต้องทำการตรวจสอบผักเสียก่อนแล้วจึงประทับตราว่าผักนี้ปลอดภัยจากสารพิษและสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนนำออกไปจำหน่ายสู่ผู้บริโภคต่อไป

และนี่จึงนับว่าเป็นความภูมิใจสำหรับวงการเกษตร ที่สามารถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค ที่สำคัญผู้คนทั่วโลกให้การตอบรับดีมาก ผักออร์แกนิคจึงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เป็นธุรกิจการเกษตรที่สร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรไม่น้อย เพราะนอกจากความต้องการในประเทศไทยแล้วยังสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้อีก และสำหรับใครที่สนใจธุรกิจนี้ อยากปลูกผักออร์แกนิคดูก็เป็นการสร้างรายได้ที่ดีอีกช่องทางหนึ่ง ที่สำคัญได้อยู่กับธรรมชาติก็เป็นการใช้ชีวิตที่สงบสุขราบรื่นไปอีกแบบ


ถ้ามีเงินสักก้อนจะทำอะไรดี ที่ต่อยอดเงินและให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร

สำหรับใครหลาย ๆ คนที่พากเพียรอุตสาหะทำงานมาจนมีเงินเก็บได้สักก้อนแล้ว กำลังมองหาหนทางว่าจะไปทำอะไรดีที่จะต่อยอดเงินก้อนนี้ให้งอกเงยขึ้นมาได้ หากจะนำไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ยก็ดีนะ มันไม่มีความเสี่ยงอะไร แต่ดอกเบี้ยที่ได้ก็น้อยนิด ซึ่งเชื่อว่า หลาย ๆ คนหาเงินมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก พอมาถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ก็อยากจะพัก ทำงานให้น้อยลง และให้เงินทำงานแทนเราบ้าง แต่จะมีหนทางใดล่ะ ที่จะต่อยอดเงินของเราที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร วันนี้เรามีช่องทางสร้างรายได้ให้เงินงอกเงยด้วยช่องทางต่าง ๆ นี้ โดยไม่มีความเสี่ยงใด ๆ อยากรู้แล้วใช่ไหม งั้นเราไปดูกันเลย

ช่องทางสร้างรายได้ให้เงินต่อเงินแบบไม่มีความเสี่ยง

ซื้อสลากออมสิน ซึ่งมันคือการออมเงินชนิดหนึ่ง เหมือนการฝากเงินประจำ ซึ่งได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ได้ทุกเดือน ซึ่งสูงสุดรางวัลละ 10 ล้านบาท 3 รางวัล เรามีสิทธิ์ถูกรางวัลได้ 36 ครั้ง ซึ่งรางวัลจะออกทุกวันที่ 16 ของเดือน โดยสลากออมสินนั้น ทางธนาคารจำหน่ายแบบมีอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท และเมื่อครบกำหนดระยะเวลา ก็จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยกลับคืนมา การซื้อสลากออมสิน เหมาะกับผู้ที่ต้องการการลงทุนระยะยาว ต้องการความเสี่ยงต่ำ และเงินนั้นต้องเป็นเงินเย็น ไม่เดือดร้อนแบบต้องขายสลากออมสินหรือถอนเงินออกมาใช้ก่อนครบกำหนด 3 ปี ไม่เช่นนั้นแทนที่เราจะได้กำไร เรากลับต้องเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารนั่นเอง

การซื้อขายสกุลเงิน เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่ดี เราสามารถนำเงินไทย ไปแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีความแข็งตัว อย่างสกุลเงินตรา นิวซีแลนด์-dollar, ออสเตรเลีย- dollar, สิงคโปร์-dollar สวิตเซอร์-franc สกุลยูโร ซึ่งเราสามารถทำกำไรได้ในทุกสัปดาห์เมื่อเกิดส่วนต่าง เช่น เราซื้อเงินสกุลนิวซีแลนด์ ตอนราคาต่ำสุดที่ราคา 21 บาท ใน 1 สัปดาห์ หากค่าเงินขยับขึ้นสูงสุดที่ 28 บาท เราก็นำไปแลกเงินไทยกลับมา ได้ส่วนต่างที่เป็นผลกำไรในแต่ละสัปดาห์ เพียงเท่านี้ก็สามารถแปลงเงินก้อนนี้ของคุณให้เพิ่มทวีคูณขึ้นและเกิดความมั่นคงได้

ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยการซื้อหรือเช่าอพาร์ทเม้นท์ที่มีทำเลใกล้ห้างสรรพสินค้า ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ให้ผู้อื่นเช่าต่อ เพื่อมีรายได้จากส่วนต่างของค่าเช่าในกรณีที่เราเช่าไม่ได้ซื้อ หรือถ้ามีเงินทุนมากหน่อยก็ลงทุนซื้อครั้งเดียวและมีรายได้ในระยะยาวไปเลย

และทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของแต่ละคน ใครสนใจแบบไหนก็ลองนำช่องทางต่อเงินเหล่านี้ไปใช้กันดู ทั้งนี้ควรศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาผู้รู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงให้ละเอียดและเข้าใจถ่องแท้ก่อนที่จะลงมือทำ เพื่อจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของคุณ


ลงทุนแบบไหนในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ที่ไม่เจ๊ง และมีความเสี่ยงน้อย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุควิกฤติ ข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพสูง รายได้แต่ละเดือนแทบไม่พอกับรายจ่าย เกิดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม คนรวยก็รวยเอาแบบไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บที่ไหน ส่วนคนจนก็จนแบบชักหน้าไม่ถึงหลัง มีแค่ค่าเลี้ยงชีพให้อยู่ได้ไปวัน ๆ เท่านั้น ซึ่งปัญหานี้มีมานานมากและมันไม่เคยหมดไปจากสังคมไทย

ดังนั้นการจะลงทุนทำธุรกิจอะไรคุณจะต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน ว่ากลุ่มผู้บริโภคของคุณคือใคร หากเป็นกลุ่มคนรวยมีฐานะคุณก็จะต้องสร้างแบรนด์ที่ดี น่าเชื่อถือ สร้างสินค้าที่มีคุณค่าต่อความรู้สึกที่กลุ่มคนเหล่านี้พร้อมจะควักเงินจ่าย แต่หากเป็นกลุ่มคนรากหญ้า สินค้าและบริการนั้นจะต้องจำเป็นจริง ๆ ที่พวกเค้าจะต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งในวันนี้เรามีแนวคิดในการทำธุรกิจให้เหมาะสมกับยุคเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

แนวคิดการลงทุนไม่ให้เจ๊งในยุคเศรษฐกิจแบบนี้

1.เลือกกลุ่มผู้บริโภค

คุณต้องเลือกก่อนว่าต้องการขายสินค้าและบริการให้คนกลุ่มไหน คุณมีงบประมาณที่จะลงทุนเท่าไหร่  ที่เหมาะสมกับการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนั้นได้ เช่น คุณมีทุนอยู่ 30,000 คุณก็ต้องเลือกกลุ่มผู้บริโภคระดับรากหญ้าหรือปานกลาง ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าเค้าจะมาซื้อสินค้าและบริการของคุณ

2.วิเคราะห์และดูความต้องการของตลาด

 คุณต้องดูว่าตลาดผู้บริโภคนั้น ต้องการอะไรมากที่สุดในยุคเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ อะไรที่ยังคงขายได้ และจะไม่มีวันตกเทรนด์ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น คุณจะต้องวิเคราะห์มันออกมาให้เห็นภาพชัดเจน

3.มีความชำนาญในธุรกิจที่จะทำ หากคุณมีความชำนาญในธุรกิจที่คุณทำ ก็จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าพึงพอใจในสินค้าและบริการของคุณได้ แต่หากคุณรักชอบที่จะทำแต่ยังไม่มีความชำนาญก็ต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองจนมีความเป็นมืออาชีพเสียก่อนถึงจะเปิดธุรกิจ อย่ากระโดดไปทำในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดเด็ดขาด

4.ศึกษาข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับธุรกิจ ดูความคุ้มค่า คุณต้องศึกษาถึงต้นทุนทั้งหมดที่ต้องลงทุนในครั้งแรก ในแต่ละวันแต่ละเดือน ว่ามันคุ้มค่าไหมกับรายได้ที่คุณจะได้กลับมา

5.วางแผนธุรกิจในทุกขั้นตอน

ตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้งที่ดี อาจทำแบบสอบถามคนระแวกนั้นว่าหากมีธุรกิจหรือร้านค้าแบบนี้มาเปิด พวกเค้าจะเข้าไปอุดหนุนไหม รูปแบบร้านค้าหรือออฟฟิศของเรา จะต้องดูดีและเหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคของเรา

6.ทำการตลาดทุกช่องทาง

ไม่ว่าจะเป็นการแจกโบรชัวร์ การติดป้ายโฆษณา การโฆษณาทางออนไลน์ เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักและสร้างยอดขายที่ดีได้

และทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยในยุคเศรษฐกิจซบเซา และโอกาสที่จะเจ๊งก็ไม่มี หากคุณนำแนวคิดทั้งหมดนี้ไปใช้ ที่สำคัญจะทำธุรกิจอะไร ควรลงทุนด้วยแรง และสมอง ให้มากกว่าการลงทุนด้วยเงิน


เกษตรประยุกต์ กับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่กำลังเป็นกระแสนิยมในบ้านเรา

ด้วยวิวัฒนาการโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่วงการเกษตรกรรมในบ้านเรายังได้มีการพัฒนาไปไกล จากพืชผักที่เราเคยปลูกได้แค่บนพื้นดิน อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติจากดิน น้ำ และแสงแดด เพื่อให้พืชเจริญเติบโตออกดอกออกผล ปัจจุบันได้มีการคิดค้นเกษตรแนวประยุกต์ ที่สามารถปลูกพืชผักได้โดยไม่ต้องใช้ดิน ที่มีชื่อทางการเกษตรว่า ไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งพันธุ์ผักที่ใช้ปลูกส่วนมากจะเป็นผักเมืองหนาวตระกูลผักกาดหอม หรือผักสลัดต่าง ๆ เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เป็นต้น ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับเกษตรกรรมแนวใหม่นี้ ว่ามันเป็นอย่างไร มีข้อดีและข้อควรระวังอะไร

การปลูกพืชผักไฮโดรโปนิกส์

 เป็นการปลูกพืชผักในน้ำหรือวัสดุปลูกทดแทนรูปแบบอื่น ๆ ที่ใช้สารสกัดทางเคมีที่เลียนแบบแร่ธาตุต่าง ๆ ตามธรรมชาติที่พืชต้องการ มาเป็นอาหารของพืชในการเจริญเติบโตแทนกระบวนการทางธรรมชาติ โดยการละลายน้ำฉีดพ่น หรือปลูกพืชผักลงในภาชนะที่มีน้ำผสมสารละลายอาหารพืชนี้ โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเหมือนกับการปลูกพืชผักลงดินแบบเดิม ๆ

ข้อดีของการปลูกพืชผักแบบไฮโดรโปนิกส์

 ข้อดีของมันคือ ขั้นตอนการปลูกนั้นไม่ยุ่งยาก ง่ายและสะดวก ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่บริเวณกว้างเหมือนการปลูกพืชผักลงดิน สามารถปลูกในบ้าน และในบริเวณที่มีพื้นที่แคบหรือจำกัดได้

ข้อควรระวังในการปลูกพืชผักแบบไฮโดรโปนิกส์

เนื่องจากสารอาหารพืชที่ถูกสกัดขึ้นมามีส่วนผสมของไนเตรต ซึ่งเป็นองค์ประกอบของไนโตรเจนสูง โดยพืชจะดูดซึมสารดังกล่าวนี้ได้ตลอดเวลา เนื่องจากแช่อยู่ในน้ำที่มีสารดังกล่าว โดยนำสารไนเตรตนี้ไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ และสะสมไว้ในใบและลำต้น ซึ่งเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่บริโภคเข้าไป เนื่องจากไนเตรตจะถูกย่อยให้กลายเป็นไนไตรท์ เมื่อรวมกับสารอาหารอื่น ๆ ที่เราบริโภคเข้าไปด้วย จะกลายเป็นสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมให้พืชรับสารละลายธาตุอาหารนี้เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน ไม่เช่นนั้นไนเตรตจะเข้าไปสะสมในพืชผักจนเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ซึ่งเกษตรกรจะทำการลดไนเตรต โดยงดเว้นการให้อาหารพืชจากสารละลายธาตุอาหารพืชที่มีไนเตรตนี้ 1-2 วันก่อนการเก็บเกี่ยวพืชผักไปขายสู่บริโภค

สรุปก็คือการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์นี้เป็นนวัตกรรมที่ก้าวล้ำทางการเกษตร ที่มีความสะดวกง่ายดายและมีผลตอบแทนที่ดี ที่สำคัญปลอดจากสารพิษจากยาฆ่าแมลง แต่ต้องมีการควบคุมสารไนเตรตจากสารละลายอาหารพืช ไม่ให้พืชรับเข้าไปมากจนสะสมในใบและลำต้น ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของเกษตรกรแล้ว

 ดังนั้นเราในฐานะผู้บริโภค ก็ควรเลือกซื้อผักไฮโดรโปนิกส์จากแหล่งปลูกหรือจำหน่ายที่เชื่อถือได้ และมีมาตรฐานที่ดี เพราะผักไฮโดรโปนิกส์ตระกูลผักสลัด ล้วนเป็นผักที่มีประโยชน์อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย


เทคโนโลยีอันล้ำสมัยทางด้านความงาม เนรมิตคนธรรมดา ให้สวยหล่อขึ้นได้จริงหรือ

เราจะเห็นว่า ในยุคปัจจุบันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตากันทั้งนั้น ยิ่งวิวัฒนาการทางด้านความงาม ที่ได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ เกี่ยวกับการเสริมแต่งอย่างครบวงจร จึงทำให้คนที่มีรูปร่างหน้าตาธรรมดา ๆ ดูสวยดูหล่อขึ้นมาอย่างกับคนละคน ซึ่งแน่นอนค่าใช้จ่ายอาจจะสูง แต่สำหรับใครที่คิดว่ามันคือการลงทุนให้ตัวเองก็คงจะคุ้มค่า เพราะสิ่งที่พวกเค้าได้มามันคือความสุข ความมั่นใจ ที่จะดำเนินชีวิต ทั้งเอื้อประโยชน์ต่อหน้าที่การงาน เวลาพบปะผู้คนหรือลูกค้า บุคลิกภาพและรูปร่างหน้าตาที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ยิ่งยุคสมัยที่คนยึดติดในรูป การมีรูปร่างหน้าตาที่ดีจึงช่วยดึงดูดผู้คน ทำให้มีทั้งงาน เงิน ตามเข้ามามากมาย ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักเทคโนโลยีด้านความงามที่กำลังมาแรงในยุค 2019 นี้ เผื่อใครต้องการปรับปรุงรูปร่างหน้าตาให้ดีขึ้นก็สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ได้ มีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

เทคโนโลยียอดฮิตด้านความงามในยุค 2019

1.Hifu Lift เป็นเทคโนโลยีการนำคลื่น Ultrasound มาใช้ในการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย และยกกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ เพราะมันทำหน้าที่ไปกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินได้ลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความหย่อนยานของใบหน้า เป็นนวัตกรรมที่ให้ผลเทียบเท่ากับการผ่าตัดดึงหน้า แต่ข้อดีกว่าคือไม่เจ็บ ไม่ต้องพักรักษาแผลจากการผ่าตัดค่าใช้จ่ายถูกกว่า ประหยัดเวลา และคลื่น Ultrasound ที่นำมาใช้ก็มีความปลอดภัยสูง ที่สำคัญมันเห็นผลทันทีหลังทำ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่ได้รูป ไม่กระชับ และมีริ้วรอย เพราะเทคโนโลยี Hifu Lift นี้จะไปช่วยยกกระชับปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้รูป ลดแก้ม ลดเหนียง ลดริ้วรอย อย่างได้ผลชัดเจน

2.การฉีดวิตามินผิว เป็นเทคโนโลยีการนำวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ได้ผลิตขึ้นมาโดยทีมแพทย์เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ มีคุณสมบัติในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินให้กับผิว ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวล และไม่ไวต่อแดด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวคล้ำเสีย ต้องการดูแลเป็นพิเศษ หรือผู้ที่ต้องการมีผิวขาวใสอมชมพู

เทคโนโลยี Lipomassage คลินิกเสริมความงามที่ชื่อเสียงบางแห่ง ได้นำเครื่องมือตัวนี้เข้ามาจากต่างประเทศ ใช้กลไกการทำงานด้วยพลังงานธรรมชาติ เร่งการเผาผลาญไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และกระตุ้นให้ร่างกายขับของเสียออกมาทางเหงื่อ ปัสสาวะ ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายดี กระตุ้นการสร้างอีลาสตินและคอลลาเจนที่ลึกระดับโครงสร้างผิว ทำให้เผยผิวใหม่ที่เนียนกระชับ เฟิร์มขึ้น ข้อดีคือไม่เจ็บ ไม่ต้องนอนพักฟื้น และค่าใช้จ่ายถูกกว่าการดูดไขมันมาก

และนี่ก็คือคำตอบว่า เทคโนโลยีที่ทันสมัยเปลี่ยนคนธรรมดา ๆ ให้สวยหล่อขึ้นได้จริง ใครมีปัญหาความงามด้านไหน ต้องการมีรูปร่างหน้าตาให้ดีขึ้นอย่างไร ก็ลองศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อจะได้ตอบโจทย์ความงามได้ตรงจุดกับที่คุณต้องการ


ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ กับ อาหารแนวธรรมชาติบำบัด ช่วยให้ห่างไกลโรคร้าย

วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปมาก อาหารการกินที่เรารับประทานเข้าไปก็ปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งเนื้อแดงในหมู สารเร่งการเจริญเติบโตในไก่ สารฟอร์มาลีนในอาหารทะเล ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะทำให้สารพิษเข้าสู่ร่างกายได้น้อยที่สุด และขณะเดียวกันจะทำอย่างไรถึงจะล้างสารพิษดังกล่าวออกจากร่างกายได้ ไม่ตกค้างในลำไส้ อาหารแนวธรรมชาติบำบัดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับผู้คนที่รักสุขภาพ หรือผู้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายและดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ อาหารแนวธรรมชาติบำบัดว่ามันคืออะไร และส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไร ผู้คนถึงให้ความสนใจกันมากในปัจจุบัน

มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในวิถีมังสวิรัติ ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช เพราะลักษณะทางกายภาพของมนุษย์นั้นแตกต่างกับสัตว์กินเนื้อ โดยสิ้นเชิง สัตว์กินเนื้อมีระบบการย่อยอาหารที่สั้นเพียง 3 เท่าของลำตัว ทำให้เนื้อสดที่กินเข้าไปถูกย่อยสลายได้ง่ายและขับถ่ายออกมาได้เร็วก่อนที่จะมีการบูดเน่าอยู่ในลำไส้ของมัน ต่างจากมนุษย์ที่มีความยาวของลำไส้ประมาณ 12 เท่าของลำตัว ทำให้อาหารที่กินเข้าไปอยู่ในลำไส้ได้นานกว่าสัตว์ ดังนั้นหากมนุษย์กินผักผลไม้ร่างกายก็จะเป็นปกติ เพราะมันย่อยและถูกขับถ่ายออกจากร่างกายได้ง่าย แต่การกินเนื้อสัตว์จะทำให้ย่อยยาก และเกิดการเน่าเสียอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน กว่าจะได้ขับถ่ายออกมา นี่จึงเป็นสาเหตุแห่งการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ในมนุษย์

อาหารแนวธรรมชาติบำบัดคือ

อาหารที่ถูกปรับให้ใกล้เคียงกับกายภาพของมนุษย์ โดยการนำอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยเน้นผักผลไม้ในสัดส่วนที่มากกว่าอาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และไขมัน เว้นการปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืชที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม แต่อาจใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ในการปรุงอาหารได้ เปลี่ยนจากอาหารจำพวกแป้งเดิม ๆ อย่างข้าวขาว ขนมปังขาว มาทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท มันเทศ ข้าวโพด ธัญพืชต่าง ๆ ทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่น้อยลงมาประมาณ 1 ฝ่ามือต่อวัน และควรเลือกทานเนื้อสัตว์จำพวกปลา อกไก่ เนื้อหมูไม่ติดมัน ควรปรุงอาหารให้มีรสชาติอ่อนที่สุด และงดอาหาร เครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพ อย่างน้ำอัดลม เหล้า เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เหล่านี้เป็นต้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหารแนวธรรมชาติบำบัด

1.สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น

2.มีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดี ช่วยต้านโรคภัยได้

3.หน้าตาผิวพรรณสดใส

4.อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน

5.ห่างไกลโรคร้าย อย่างโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ โรคระบบทางเดิน และลำไส้

และนี่จึงเป็นเหตุผลที่คนรักสุขภาพทั้งหลายให้ความสนใจ และหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองด้วยอาหารแนวธรรมชาติบำบัด เพราะเมื่อเราทานเนื้อสัตว์น้อยลง สารพิษในร่างกายก็ลดลงตาม และสำหรับใครที่อยากมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ ก็ลองปรับเปลี่ยนอาหารการกินตามแนวทางนี้กันดูนะ