ชนาธิปกับโอกาสลุยลีกยุโรปกรุยทางเพื่อนักเตะไทย

เมื่อพูดถึงมิดฟิลด์ทีมชาติไทย ชนาธิป สงกระสินธ์ ที่ค้าแข้งกับคอนซาโดเร ซัปโปโร่ ต้องถือว่าขยับขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์แนวหน้าของเจลีกแล้วก็ว่าได้ จากผลงานการติดทีมยอดเยี่ยมของเจลีกในฤดูกาล 2018 และในฤดูกาล 2019 ยังช่วยพาต้นสังกัดคว้ารองแชมป์ลูวานคัพอีกด้วย อีกทั้งในฤดูกาล 2020 ก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมสามารถทำแอสซิสต์รวมทั้งทำประตูให้ต้นสังกัดได้อย่างต่อเนื่องจนผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักมองว่าน่าจะถึงจุดพีคของเจ้าเจ ก่อนที่เขาน่าจะมีโอกาสได้ย้ายไปหาความท้าทายเพิ่มในลีกยุโรปแล้ว

แน่นอนอยู่แล้วว่าการได้ไปเล่นในลีกยุโรปถือเป็นความฝันสูงสุดของนักฟุตบอลอาชีพไทยทุกคน เช่นเดียวกับชนาธิป ที่ยอมรับเช่นเดียวกันว่าเขาเองก็มีความฝันที่ต้องการจะไปลุยลีกยุโรป ซึ่งชนาธิปเคยกล่าวถึงเป้าหมายของตัวเองไว้ว่า “เราก็อยากไปเหมือนกันครับ ผมว่ามันเป็นกำไรชีวิต” และให้เหตุผลถึงความต้องการว่า “ถ้าผมเล่นได้ มันก็เหมือนเป็นประตูอีกขั้นเพื่อเปิดให้กับนักเตะไทย ให้ได้รับการยอมรับมากกว่าเดิม”

เซ็นสัญญากับเอเย่นใหม่ เป้าหมายหลักลุยยุโรป

เป็นข่าวที่สด ๆ ร้อน ๆ กับการตัดสินใจเซ็นสัญญากับเอเย่นรายใหม่ที่มีชื่อว่า “FPS” ที่มี ธฤติ โนนศรีชัย เป็นผู้บริหารงานโดยมีหุ้นส่วนซึ่งเป็นชาวเยอรมันอยู่ด้วยซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเหตุผลหลักของชนาธิปในการเปลี่ยนเอเย่นใหม่ในครั้งนี้น่าจะมีเป้าหมายหลักในการกรุยทางไปเล่นในลีกยุโรปซึ่ง ก็มีโอกาสไม่น้อยเนื่องจากการที่เอเย่นรายใหม่ซึ่งมีคอนเน็คชั่นกับสโมสรฟุตบอลในเยอรมันอย่างเหนียวแน่นประกอบกับฟอร์มการเล่นและทัศนคติในการเล่นของเจ้าเจ ที่อาจจะโดนใจบรรดาทีมในเยอรมันก็เป็นได้ ซึ่งทาง FPS เองก็มีความต้องการที่จะผลักดันชนาธิปอย่างเต็มตัวด้วยเนื่องจากเหตุผลในทางการตลาดของพวกเขาเองด้วย โดยเตรียมที่จะเสนอโปรไฟล์ของเมสซี่เจ ให้กับหลายสโมสรในเยอรมัน รวมทั้งในลีกอื่น ๆ ในยุโรป เช่น ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน, เฟเนร์บาห์เช, มาลากา หรือแม้กระทั่ง เลสเตอร์ ซิตี้

แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ชนาธิปได้ไปเล่นในลีกยุโรปนอกจากการมีเอเย่นใหม่แล้ว คือจำเป็นต้องโชว์ผลงานให้กับต้นสังกัดคอนซาโดเร ซัปโปโร่ และทีมชาติไทยให้ประสบความสำเร็จที่เป็นรูปเป็นร่าง รวมทั้งโชว์ฟอร์มส่วนตัวโดยการทำประตูและแอสซิสต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บรรดาสโมสรในยุโรปได้เห็นถึงพัฒนาการและศักยภาพที่ชัดเจนของตัวชนาธิปเอง แน่นอนว่าเหล่าแฟนบอลชาวไทยทุกคนต่างเอาใจช่วยนักเตะไทยคนนี้เพื่อให้มีโอกาสได้ไปเล่นในลีกยุโรปเพื่อเป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศไทยรวมทั้งเป็นใบเบิกทางให้นักเตะคนอื่น ๆ ได้มีโอกาสติดตามไปเล่นในยุโรปดังที่ชนาธิปตั้งใจไว้ให้จงได้


ปิดฉากพรีเมียร์ลีก 2019-2020 ใครสมหวังใครน้ำตาร่วง

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2019-2020 ฟุตบอลลีกที่มีคนเฝ้าชมเฝ้าติดตามมากที่สุดในโลก ฤดูกาลนี้อาจจะเป็นฤดูกาลที่จบช้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก อีกทั้งในช่วงท้ายของฤดูกาลยังเป็นการแข่งขันแบบไม่มีผู้ชมในสนามซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่พอสมควร

สำหรับพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ก็ถือว่ามีสถิติใหม่เกิดขึ้นหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นใช้เวลาในการแข่งขันนานที่สุด 351 วัน, ได้แชมป์ก่อนจบฤดูกาลเร็วที่สุด 7 นัดก่อนจบฤดูกาล แต่ประกาศแชมป์ช้าที่สุดนานถึง 11 เดือน, มีการพักเบรก 100 วันเองจากสถานการณ์โควิด -19, มีการใช้ VAR ตัดสินเป็นฤดูกาลแรก แต่หลายคนมองว่าไม่ใช่ตัวช่วยผู้ตัดสินแต่เป็นการตัดสินแทนผู้ตัดสิน อย่างไรก็ดี หลังการปิดฉากฤดูกาลไปแล้วต่างก็มีทั้งทีมที่สุขสมหวัง และทีมที่ผิดหวังกันไปเรียกได้ว่าลุ้นกันจนนัดสุดท้ายเลยทีเดียว

ลิเวอร์พูลได้แชมป์เร็วก่อนจบฤดูกาล 7 นัด ทำพรีเมียร์กร่อย

สำหรับการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้จบเร็วที่สุด คือ 7 นัดก่อนปิดฤดูกาล ทำให้พรีเมียร์ลีกกร่อยไปพอสมควร แต่ก็โทษใครไม่ได้เนื่องจากแมนเชสเตอร์ซิตี้เป็นคนทำพลาดเสียเองปล่อยให้หงส์แดงลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ง่ายไปหน่อย แต่งานนี้คงเก็บแค้นนี้ไว้ไม่นาน ฤดูกาลหน้าอีกไม่เท่าไหร่คงได้ชำระกันยิ่งแมนฯซิตี้รอดพ้นโทษแบนการซื้อผู้เล่นด้วยแล้ว คงเตรียมสะสมกำลังกลับมาแก้แค้นในฤดูกาลหน้าเป็นแน่แท้ นี่แหละที่เรียกว่าการเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์นั้นยากกว่า

ศึกลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปมันหยดถึงนัดสุดท้าย

เรียกได้ว่าเพื่อนไม่เคยทิ้งกันจริง ๆ สำหรับ 3 ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชลซี และ เลสเตอร์ ที่เมื่อทีมใดมีโอกาสทำแต้มหนีห่างหลังจากคู่แข่งพลาดก็มักจะทำพลาดตาม ๆ กัน จนทำให้ต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีคิวต้องยกพลไปเยือน จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อตัดสินหาทีมที่จะได้ไป เล่นถ้วยยุโรป สุดท้ายก็เป็นปิศาจแดงที่สมหวังชนะเลสเตอร์ไปได้ 0-2 เช่นเดียวกับเชลซีที่ เปิดบ้านเอาชนะวูล์ฟแฮมตัน 2-0 คว้าตั๋วไปเล่นถ้วยใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จส่งผลให้เลสเตอร์จะได้สิทธิเพียงแค่ไปเล่นถ้วยยูโรปาลีก กับสเปอร์ในฤดูกาลหน้า

พื้นที่ตกชั้นไม่มีดราม่าใด ๆ

สำหรับกลุ่มตกชั้นนั้น นอริช จับจองสัมปทานไปก่อนแล้ว เหลือให้ 3 ที วัตฟอร์ต บอร์นมัธ แอสตัน วิลล่า ได้ลุ้นกัน และสุดท้าย แอสตัน วิลล่า ที่กุมความได้เปรียบได้เพียงผลเสมอกับ เวสต์แฮม เอาตัวรอดอยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไปได้ ปล่อยให้บอร์นมัธที่อุตส่าห์เอาชนะ เอฟเวอร์ตันถึง 3-1 ตกชั้นไปแบบเจ็บแสบ ส่วนวัตฟอร์ต แพ้อาเซนอล 2-3 ตกชั้นตามไป หลังจากมีปัญหาภายในทีม ปลดกุนซือไนเจล เพียร์สันไป

สำหรับฤดูกาลนี้ที่จบไปก็มีเหตุการณ์หลายสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลายเป็นเหตุการณ์ในอดีตเพียงเท่านั้น วันเวลาก็จะยังคงเดินต่อไปข้างหน้า อีกแค่เพียงไม่กี่อึดในฤดูกาลใหม่ก็จะกลับมาพร้อมกับเรื่องราวใหม่ ๆ ให้เราได้ติดตามกันอีก ขอให้แฟนบอลทุกคนชมฟุตบอลอย่างสนุก อย่าดีใจหรือเสียใจกับผลการแข่งขันของทีมรักมากเกินไป


เกมรุกที่ดีจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณเป็นแชมป์

เกมรุกที่ดีจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณเป็นแชมป์” หนึ่งในวลีเด็ดจากบรมกุนซือ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องถือว่าวลีนี้กลายเป็นปรัชญาที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เนื่องจากความสำเร็จของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในการคุมทีมของท่านเซอร์ อเล็กนั้น มักประกอบด้วยแผงแบ็กโฟร์ชั้นยอด รวมทั้งทีมอื่น ๆ ที่มักจะประสบความสำเร็จทั้งในระดับสโมสรและระดับทีมชาติ ก็มักจะประกอบไปด้วยยอดแบ็คโฟร์เช่นเดียวกัน

แน่นอนว่าฟุตบอลเกมรุกเป็นสิ่งที่แฟนบอลชื่นชอบ เนื่องจากการได้รับชมฟุตบอลที่เล่นด้วยเกมรุกหลากหลาย การใช้ทักษะอันแพรวพราว และการทำประตูจำนวนมาก จะทำให้แฟนบอลได้ตื่นเต้นเร้าใจไปกับเกมฟุตบอล แต่เกมรุกที่ดีเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจทำได้แค่เพียงทำให้ทีมชนะในเกมนั้น แต่มิอาจพาทีมประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ เปรียบเสมือนมวยที่เปิดหน้าแรก จบยกก็สะบักสะบอมไปหมด อาจจะไม่มีเรี่ยวแรงให้ชกในยกถัดไปได้ ลองมาดูกันว่าทีมไหนกันบ้างทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติที่ประสบความสำเร็จภายใต้เกมรับที่แข็งแกร่ง

อิตาลีในฟุตบอลโลก 2006

ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากกับทีมชาติอิตาลีในฟุตบอลโลกปี 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพ เจ้าของต้นตำรับฟุตบอลแบบคาเตนัชโช่ ต้องบอกว่าอิตาลีเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นมากโดยเสียประตูไปแค่ 2 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ และปัจจัยหลักที่ทำให้เกมรับของอิตาลีแข็งแกร่งปานภูผานั่นคือปราการหลังกับตันทีมฟาร์บิโอ คันนาวาโร่ ซึ่งต้องบอกว่าเมื่อเกมรับของอิตาลีแข็งแกร่งแล้ว เกมรุกก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำประตูเยอะ โดยพวกเขาทำประตูได้ทั้งหมด 12 ประตู ตลอดฤดูกาล อันนำมาซึ่งการคว้าถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครองได้สำเร็จ จนหลายทีมในช่วงเวลานั้น ต่างพากันลอกเลียนฟุตบอลตามแบบฉบับของอิตาลีกันอย่างแพร่หลาย

กรีซสร้างเทพนิยายในยูโร 2004

ถือเป็นอีกหนึ่งทีมที่สร้างเซอร์ไพรซ์ให้วงการฟุตบอลเป็นอย่างมากสำหรับทีมชาติ กรีซของกุนซืออ็อตโต เรอาเกล ในฟุตบอลยูโร 2004 ที่หักปากาเซียนคว้าแชมป์ไปครอง โดยปัจจัยหลักในความสำเร็จของทีมชาติกรีซก็คงหนีไม่พ้นเกมรับที่แข็งแกร่งของพวกเขา โดยในแต่ละเกมในรอบน็อกเอาท์พวกเขาเอาชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ 1-0 จนได้แชมป์ยูโรไปครองสร้างความชอกช้ำให้เจ้าภาพโปรตุเกสที่เล่นเกมรุกตื่นเต้นสวยงาม

เชลซีในยุคของมูรินโย่

เมื่อพูดถึงระดับสโมสรทีมที่เล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นจนประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดก็คงเป็นเชลซี ในยุคของโชเซ่ มูรินโย่ กุนซือชาวโปรตุเกสที่ใช้แท็คติคเน้นเกมรับและเน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจแฟนบอลหลาย ๆ คนรวมถึงเจ้าของสโมสรอีกด้วย โดยปัจจัยที่ทำให้เกมรับของเชลซีในยุคมูรินโย่แข็งแกร่งคงหนีไม่พ้น ปราการหลังกัปตันทีม จอห์น เทอร์รี่ ที่เด่นทั้งเกมรับและมักจะขึ้นไปทำประตูจากลูกโหม่งได้อีกด้วย

ลิเวอร์พูลชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก 20192020

ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ สำหรับแชมป์ใหม่ป้ายแดงอย่างหงส์แดงลิเวอร์พูล ซึ่งต้องบอกว่าปัจจัยความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองได้ก็คงหนีไม่พ้นเกมรับที่แข็งแกร่ง โดยพวกเขาเสียประตูเพียงแค่ 33 ประตู ส่วนประตูที่ทำได้ต้องบอกว่าน้อยกว่าทีมรองแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้อยู่หลายประตู ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเกมรับที่ดีจึงสำคัญสำหรับทีมที่จะเป็นแชมป์อย่างมาก

ในโลกฟุตบอลปัจจุบันแท็คติกต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและแนวคิดของบรรดากุนซือของแต่ละทีม แต่สำหรับทีมที่ต้องการจะชนะก็ย่อมที่จะต้องมีเกมรุกที่ดุดัน ทำประตูคู่แข่งได้ แต่ก็ต้องมีเกมรับที่แข็งแกร่งไว้ใจได้เช่นเดียวกัน เพื่อชดเชยในวันที่เกมรุกอย่างเดียวอาจจะทำประตูไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ ปรัชญาของบรมกุนซือ เซอร์อเล็กเฟอร์กูสันที่ว่า เกมรุกที่ดีจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณเป็นแชมป์” น่าจะยังคงอยู่ไปกับโลกฟุตบอลอีกนานแสนนาน


ทีโมร์ แวร์เนอร์ เขี้ยวเล็บสิงห์บลูคนใหม่

ถือว่าจบข่าวเรียบร้อยโรงเรียนสิงห์บลูแล้ว กับการประกาศคว้าตัวกองหน้ากระทิงแดง ทีโมร์ แวร์เนอร์ ของไลป์ซิก ที่จะมาร่วมทีมเชลซีด้วยสัญญา 5 ปี โดยค่าตัวจะอยู่ที่ประมาณ 47.5 ล้านปอนด์ พร้อมรับค่าเหนื่อยที่ 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์โดยสัญญาจะสมบูรณ์ในสิ้นเดือนกรกฎาคม และแวร์เนอร์ได้ตัดสินใจที่จะไม่ลงเล่นในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ที่ยังไม่จบให้กับต้นสังกัดเก่าแล้ว

การได้ตัวทีโมร์ แวร์เนอร์ของเชลซีนั้นถือว่าเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กับเชลซีอย่างเต็มตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจจะใช้บริการศูนย์หน้าดาวรุ่งอย่าง แทมมี่ อับบราฮัม ซึ่งโชว์ฟอร์มฮ็อตในช่วงต้นฤดูกาล แต่ก็ไม่สามารถรักษาฟอร์มได้ตลอด จนทำให้หลายเกมกุนซือแฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องหันไปใช้บริการกองหน้าตัวเก๋าอย่างโอเลวิเย่ ชิรูห์ ซึ่งยังทำได้ไม่ดีมาก ดังนั้นการได้ตัวทีโมร์แวร์เนอร์มาเสริมแดนหน้าถือว่าเป็นการเขย่าเวทีพรีเมียร์ลีกได้แน่นอน

ประโยชน์ที่เชลซีจะได้รับจากทีโมร์ แวร์เนอร์นั้นถือว่าเต็มเปี่ยม ประเด็นแรกเชลซีจะได้กองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ ที่มีความเร็ว สามารถครองบอลได้ดี และยิงประตูได้คม สถิติของแวร์เนอร์ในบุนเดสลีการะบุว่า ความเร็วของของเฉลี่ยอยู่ที่ 24-33 กม./ชม. ส่วนสถิติการยิงประตูอยู่ที่นัดละ 0.86 ประตู ซึ่งถือว่าสำคัญมากในการจะช่วยให้เชลซีได้มีลุ้นในการเขย่าเวทีพรีเมียร์ลีกร่วมกับ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ความหลากหลายของแวร์เนอร์

นอกจากการเป็นกองหน้าตัวเป้าที่มีความเร็วและยิงประตูได้ดีแล้ว แวร์เนอร์ยังสามารถขยับไปเล่นในตำแหน่งตัวรุกอื่น ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากเป็นนักเตะที่มีความเร็ว ครองบอลดี และมีทัศนคติในการเล่นที่ดี ทำให้สามารถฉีกตัวเองมาเล่นเป็นตัวริมเส้นด้านข้างได้ หรือแม้กระทั่งถอยตัวเองลงมาเป็นกองหน้าตัวต่ำก็ยังได้ โดยสถิติระบุว่าเขาสามารถทำแอสซิสต์ได้ถึง 7 ครั้ง และ 6 ครั้งมาจากการเล่นในตำแหน่งหน้าต่ำ และเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำในการส่งบอลอยู่ที่ 72.5% ส่วนการเล่นเป็นตัวรุกริมเส้นเราอาจจะได้เห็นกันในหลาย ๆ จังหวะที่แวร์เนอร์สามารถเล่นงานฟูลแบ็กทั้งซ้ายขวาของคู่แข่งจนปั่นป่วนไม่เว้นแม้แต่ เบนชาแม็ง ปาวาร์ ของบาร์เยิร์น มิวนิค

การทุ่มทุนของเชลซีในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าไม่ได้แพงมากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของแวร์เนอร์และฐานะการเงินของเชลซี น่าจะทำให้แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ใช้ประโยชน์แวร์เนอร์อย่างเต็มที่ และเพิ่มความหลากหลายให้แนวรุกเชลซี ขึ้นมากพอสมควร สิ่งที่สำคัญคือตัวแวร์เนอร์จะสามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เร็วขนาดไหน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะยิ่งปรับตัวได้เร็วเท่าไหร่ เขี้ยวเล็บใหม่ของสิงห์บุคคลนี้ก็จะได้ขย้ำเหล่าแนวรับคู่ต่อสู้ได้เร็วแค่นั้น และจะช่วยยกระดับให้เชลซีได้ลุ้นในเป้าหมายใหญ่ได้ไกลกว่าเดิม


เสื้อแข่งใหม่จิ้งจอกสยาม Thailand Smile With You

เลสเตอร์ ซิตี้เปิดตัวเสื้อแข่งขันใหม่ที่จะใช้ในฤดูกาล 2020-2021 ซึ่งมีการสกรีนบนหน้าอกเสื้อเป็นข้อความว่า “THAILAND SMILES WITH YOU” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ อีกทั้งจะมีการสื่อสารข้อความนี้และมีการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านทางสื่อต่าง ๆ ทั้งในสนามคิง พาวเวอร์สเตเดี้ยมรวมทั้งสื่อต่าง ๆ ของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีแฟนบอลทั่วโลกติดตามกว่า 13 ล้านคนและมีผู้ติดตามเกมการแข่งขันของเลสเตอร์ทั่วโลกกว่าพันล้านคน

เป็นที่ทราบกันว่าตั้งแต่กลุ่มธุรกิจคิงพาวเวอร์เข้าไปดำเนินการเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ นับเป็นการช่วยทำให้คนทั่วไปได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น ยิ่งหลังจากที่เลสเตอร์สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ รวมทั้งขึ้นมาเป็นทีมระดับแนวหน้าของพรีเมียร์ลีกแล้วยิ่งทำให้แฟนบอลของเลสเตอร์ในอังกฤษยิ่งมีความรักต่อเจ้าของทีมรวมทั้งรู้จักประเทศไทยมากขึ้นอีกด้วย

ต้องยกเครดิตให้กับกลุ่มคิงพาวเวอร์ที่นำโดย คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ที่สามารถสร้างประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับประเทศไทยเป็นย่างมากหลังจากการเข้าไปบริหารสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ เริ่มตั้งแต่การให้โอกาสนักเตะเยาวชนไทยได้มีโอกาสไปร่วมฝึกซ้อมกับอคาเดมี่ของเลสเตอร์ในแคมเปญต่าง ๆ การนำทีมเลสเตอร์เข้ามาเล่นแมตซ์อุ่นเครื่องในไทย รวมทั้งเมื่อมีเหตุการณ์ต่าง ๆ สำคัญในเมืองไทยก็มักจะมีการยืนไว้อาลัย แสดงให้เห็นว่าเจ้าของทีมเลสเตอร์คนนี้รักประเทศไทยและทำเพื่อประเทศไทยแค่ไหน หรือแม้กระทั่งในวันปีใหม่เกมที่สนามเลสเตอร์ สโมสรจะมีการเลี้ยงเครื่องดื่มกับเหล่าแฟนบอลที่มาชม นี่ก็เป็นอีกกิจกรรมที่คงไม่มีสโมสรไหนทำยิ่งเป็นการทำให้คนอังกฤษได้รู้นิสัยใจคอที่ดีของคนไทยเป็นอย่างดี

กลับมาที่ข้อความที่หน้าอกเสื้อของทีมเลสเตอร์ ซิตี้  “THAILAND SMILES WITH YOU”  ซึ่งจะเป็นการช่วยโปรโมทประเทศไทย รวมทั้งโปรโมทการท่องเที่ยวและการเข้ามาลงทุนต่าง ๆ ของต่างชาติ ในช่วงหลังสถานการณ์โควิด -19 ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลยที่จะนำเอาข้อความหรือชื่อประเทศไทยไปติดที่หน้าอกเสื้อของทีมฟุตบอลในเวทีพรีเมียร์ลีก ซึ่งก่อนหน้านี้มีกลุ่มบริษัทเบียร์ช้างที่เคยเป็นสปอนเซอร์ให้กับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลต่อฤดูกาลระดับ 1000 ล้านบาทแต่สำหรับเลสเตอร์ที่ยอมโปรโมทให้ประเทศไทยแบบฟรี ๆ ตาม ที่มีการร้องขอ จากนายกรัฐมนตรี ในช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ที่ผ่านมาให้กับบรรดามหาเศรษฐีของประเทศไทยได้มีโอกาสช่วยเสนอความคิดเห็นและช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแนวคิดของคุณอัยวัฒน์ ครั้งนี้ถือว่าเยี่ยมเลยทีเดียว

แคมเปญ “THAILAND SMILES WITH YOU” ครั้งนี้น่าจะเป็นแค่การเปิดตัวในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกผ่านสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ก็ว่าได้ แต่หลังจากนี้เชื่อว่าคงจะมีการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นตามมาเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจในเรื่องการท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาลืมตาอ้าปากกันได้อีกครั้ง อย่างไรก็แล้วแต่ต้องยกเครดิตและยกย่องกลุ่มคิงพาวเวอร์ สำหรับแคมเปญนี้เป็นอย่างยิ่งที่เป็นมหาเศรษฐีแล้ว ไม่เคยลืมประเทศไทย


บทสรุป 4 ลีกดังยุโรป ได้แชมป์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ได้แชมป์ไปกันครบเรียบร้อยแล้วสำหรับลีกดังลีกใหญ่ของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ บุนเดสลีกาเยอรมัน ลาลีกา สเปน และกัลโช่ ซีรี่เอ อิตาลี ที่กลับมาฟาดแข้งกันต่อหลังจากพักเบรกเนื่องจากสถานการณ์โควิด -19 ที่น่าสนใจคือเมื่อได้แชมป์และปิดฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อยบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ก็จะกลับมาเตะในฟุตบอลถ้วยยุโรปกันต่อ ก่อนที่จะทยอยกันกลับมาเปิดฤดูกาลอีกครั้งก็ถือเป็นกำไรของแฟนบอลที่จะได้มีฟุตบอลดูกันตลอด

เยอรมัน อิตาลี แชมป์วังวลเดิม สเปนแชมป์เปลี่ยนมือ อังกฤษ ลิเวอร์พูลสร้างประวัติศาสตร์         

คงจะมีเพียงแค่พรีเมียร์ลีกเท่านั้นที่ทีมแชมป์ดูจะมีสีสันเนื่องจากเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล กับการรอคอยมานาน 30 ปี ทำให้บรรดาเดอะค็อปทั่วโลกต่างพากันฉลองกันยกใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่ต่างพากันขึ้นรถแห่แชมป์กันอย่างถ้วนหน้า ส่วน บุนเดสลีกา กับ กัลโช ซี่รี่เอ ก็ยังคงเป็นเจ้าเดิม บาร์เยิร์น มิวนิค และ ยูเวนตุส เจ้าเก่า ยังไร้เทียมทาน ไม่มีใครมาล้มได้ จนบางที อาจจะสร้างความน่าเบื่อให้กับฟุตบอลทั้ง 2 ลีกนี้ก็ได้ กับการที่เล่นยังไงก็ยังไม่มีทีมไหนที่จะสามารถสร้างทีมให้มีความทัดเทียมกับพวกเขาได้ ส่วนลาลีกาสเปน ฤดูกาลนี้ แชมป์ตกเป็นของเรอัล มาดริด ภายใต้การคุมทีมของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่สามารถแย่งแชมป์มาจากบาเซโลน่าได้ โดยในฤดูกาลนี้มาดริดทำแต้มห่างบาเซโลน่าถึง 5 คะแนน ถือเป็นความสำเร็จของราชันชุดขาวไป ส่วนบาเซโลน่าที่ดูจะมีปัญหานักเตะเริ่มโรยรา ในฤดูกาลหน้าอาจจะต้องมีการผ่าตัดทีมชุดใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ผู้จัดการทีม

จบบอลลีก เปลี่ยนบรรยากาศไปฟาดกันในถ้วยยุโรป

หลังจากจบฤดูกาลภายในลีกของแต่ละชาติแล้ว บรรดายักษ์ใหญ่ของแต่ละลีกก็จะกลับมาฟาดแข้งกันในถ้วยสโมสรยุโรป ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก และ ยูโรป้าลีก ซึ่งขณะนี้อยู่ในเส้นทางรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ทางยูฟ่าได้กำหนดโปรแกรมการแข่งขันมาแล้วโดยถ้วยแชมเปี้ยนลีก จะเตะกันในวันที่ 7-8 สิงหาคมนี้ โดยยึดเตะที่รังเหย้าของทีมเจ้าบ้านตามเดิม โปรแกรมจะประกอบด้วย ยูเวนตุส-โอลิมปิก ลียง, แมนเชสเตอร์ ซิตี้-เรอัล มาดริด, บาเยิร์น มิวนิก-เชลซี และ บาร์เซโลนา-นาโปลี

ส่วนถ้วยยูโรปา ลีก จะแข่งขันกันช่วงวันที่ 5-6 สิงหาคม ประกอบด้วย ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค-โวล์ฟสบวร์ก, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน-เรนเจอร์ส, วูล์ฟแฮมป์ตัน-โอลิมเปียกอส, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด-ลาสค์ ลินซ์, บาเซิล-ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต, เอฟซี โคเปนเฮเกน-อิสตันบูล บาซัคเซฮิร โดยมีอีกสองคู่ที่ต้องไปหวดแข้งที่สนามกลางในเยอรมันแบบนัดเดียว เนื่องจากยังไม่เริ่มแข่งขันตั้งแต่เกมนัดแรก นำโดย เกตาเฟ-อินเตอร์ มิลาน และ โรมา-เซบียา

ถือว่าเป็นสีสันใหม่และความยากลำบากของวงการฟุตบอลเลยก็ว่าได้สำหรับการที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด -19 ระบาดไปทั่วโลก แต่เห็นได้ว่าถึงแม้เชื้อโรคจะร้ายแรงเพียงใดก็ไม่อาจทำลายสีสันของเกมฟุตบอลไปได้เลย เพราะเมื่อมนุษย์เรามีใจรักในเกมฟุตบอลก็ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีเกมฟุตบอลแข่งขันและได้รับชมกันต่อไป


โอกาสคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก สมัยที่ 2 ของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เมื่อพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 ปิดฉากรูดม่าน ปิดฤดูกาลไปแล้วบรรดาทีมที่อยู่ในเส้นทางฟุตบอลยุโรปก็จะกลับมาฟาดแข้งในฟุตบอลถ้วยยุโรปกันอีกครั้งหลังจากหยุดพักจากสถานการณ์โควิด -19 เช่นเดียวกันกับปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่จะกลับมาฟาดแข้งในรายการยูโรป้า ลีก อีกครั้ง

สถานการณ์ ณ ขณะนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในเส้นทางรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 โดยนัดแรกสามารถบุกไปเอาชนะลินซ์จากออสเตรียได้ถึง 5-0 ทำให้สถานการณ์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ณ ขณะนี้ ถือว่ามีโอกาสเข้ารอบต่อไปสดใสพอสมควร แล้วจะมีโอกาสแค่ไหนที่พวกเขาจะกรุยทางไปคว้าแชมป์รายการนี้อีกครั้ง

มองเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ต้องถือว่ามองข้ามไปที่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเลยก็ว่าได้สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยขณะนี้ ยูฟ่าได้มีการประกบคู่และโปรแกรมการแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไปเรียบร้อยแล้ว โดยรอบ 8 ทีมสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดซึ่งน่าจะเข้ารอบแน่นอนแล้วจากผลชนะในนัดแรก 0-5 จะเข้าไปพบกับผู้ชนะระหว่าง อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี) และ เอฟซี โคเปนเฮเก้น (เดนมาร์ก) ซึ่งถ้ามองตามคุณภาพของทีมต้องบอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะผ่านทั้งผู้ชนะของคู่นี้ได้แบบสบาย ส่วนในรอบรองชนะเลิศ ก็มีโอกาสที่จะพบกับ ผู้ชนะระหว่างในรอบ 16 ทีมคู่ระหว่างโอลิมเปียกอส (กรีซ) / วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (อังกฤษ) ซึ่งจะมาพบกับคู่ชนะระหว่าง เซบีย่า (สเปน) / โรม่า (อิตาลี) ในรอบ 8 ทีม ซึ่งถ้ามองตรงนี้ ทีมที่น่าจะมาพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรอบรองชนะเลิศมีความเป็นไปได้ทั้ง วูล์ฟแฮมตัน เซบีย่า และโรม่า ซึ่งถ้ามองประสบการณ์ในถ้วย ยูโรป้าแล้ว เซบีย่าน่าจะเป็นทีมที่ได้เปรียบที่สุด ส่วนอีกสายจะเป็นการเจอกันของ

คู่ที่ 1 – โวล์ฟสบวร์ก (เยอรมนี) / ชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน) พบ ไอน์ทรัคท์ แฟร้งค์เฟิร์ต (เยอรมนี) / เอฟซี บาเซิ่ล (สวิตเซอร์แลนด์)

คู่ที่ 3 – อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) / เคตาเฟ่ (สเปน) พบ เรนเจอร์ส (สกอตแลนด์) / ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (เยอรมนี)

ในส่วนของสายนี้ต้องบอกว่ามีความสูสีกันหมดซึ่งถ้าแมนฯ ยู มีโอกาสเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศก็จะเป็นคู่ชิงที่น่าจะสูสีพอสมควร

ตัวแปรสำคัญในการเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดน่าจะอยู่ที่รอบรองชนะเลิศ ซึ่งมองว่าเซบีย่าน่าจะเป็นทีมที่อันตรายที่สุด เพราะเคยเขี่ยแมนฯยู ตกรอบมาแล้วในหลายปีก่อน แต่เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ถ้าโซลชาวางแท็กติคที่ดี ไม่มีผู้เล่นตัวหลักเจ็บเชื่อว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดน่าจะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปได้ ส่วนถ้ามีโอกาสเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศแล้ว ถึงตอนนั้นเจอใครก็คงเหมือนกัน ระดับนักเตะสายพันธ์อสูรแล้ว ขอแค่ตัวหลักอยู่กันครบน่าจะคว้าแชมป์ได้ไม่ยาก


สงครามกุหลาบประวัติศาสตร์อังกฤษ เกี่ยวพันกับคู่แค้นในพรีเมียร์ลีกได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับทีมยูงยอง ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สามารถเลื่อนชั้นกลับมาสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และเมื่อพูดถึงลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมคู่แค้นตลอดกาลของพวกเขาก็คงเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งทุกครั้งที่ทั้งสองทีมมีคิวต้องพบกันสำนักข่าวต่างประเทศ รวมถึงแฟนบอลไทยหลายคนที่ติดตามฟุตบอลอังกฤษมายาวนานก็จะเรียกแมตซ์ที่ทั้งคู่พบกันว่าแมทซ์สงครามกุหลาบ ซึ่งแฟนบอลรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าสงครามกุหลาบคืออะไร ทำไมถึงมีกุหลาบเข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมฟุตบอล

สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) เป็นสงครามราชวงศ์ที่ผู้สนับสนุนราชวงศ์แพลนแทเจเนตสองสายที่เป็นคู่แข่งชิงราชบัลลังก์อังกฤษกัน ได้แก่ ราชวงศ์แลงแคสเตอร์และราชวงศ์ยอร์ก (ซึ่งสัญลักษณ์ตราประจำตระกูล คือ ดอกกุหลาบสีแดงและสีขาวตามลำดับ) ทั้งสองฝ่ายรบกันเป็นช่วงห่าง ๆ กันระหว่างปี ค.ศ. 1455 ถึง 1485 และผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ได้แก่เฮนรี่ ทิวดอร์แห่งราชวงศ์แลงคาสเตอร์

แล้วสงครามกุหลาบเกี่ยวอะไรกับทีมฟุตบอล

ในความเป็นจริงระยะเวลาระหว่างสงครามกุหลาบครั้งนั้นห่างกันกับโลกของฟุตบอลมาก แต่ถูกนำมาโยงกับทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก 2 ทีม คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและลีดส์ ยูไนเต็ด เนื่องมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นเป็นทีมที่ก่อตั้งขึ้นในแถบแลงคาเชียร์ และใช้สีประจำสโมสรเป็นสีแดงซึ่งไปตรงกับราชวงศ์แลงคาสเตอร์ที่อาศัยอยู่แถบนั้นเช่นเดียวกันและใช้สัญลักษณ์ประจำตระกูลและธงในการออกรบเป็นดอกกุหลาบสีแดง ส่วนลีดส์ ยูไนเต็ดเป็นทีมที่ก่อตั้งขึ้นแถบยอร์คเชียและใช้สีประจำสโมสรเป็นสีขาวรวมทั้งตราสโมสรก็ยังมีดอกกุหลาบสีขาวซึ่งก็ตรงกันกับราชวงศ์ยอร์ก ที่อาศัยอยู่แถบนั้นและใช้สัญลักษณ์ประจำตระกูลและธงในการออกรบเป็นดอกกุหลาบสีขาว เมื่อทั้งสองทีมมีคิวต้องฟาดแข้งกันก็มักจะถูกโยงถึงประวัติศาสตร์เรื่องนี้โดยเรียกเกมการแข่งขันนี้ว่า “แมตซ์สงครามกุหลาบ”

ไฟสงครามที่เจ็บแสบในโลกของฟุตบอล

ไฟประวัติศาสตร์อาจเป็นแค่เรื่องการสร้างสีสันในเกมฟุตบอลเท่านั้น แต่ชนวนที่อาจทำให้เกิดประเด็นเจ็บแสบในเรื่องของฟุตบอลน่าจะอยู่ที่การแย่งชิงตัวผู้เล่นคนสำคัญของทีมกันมากกว่า โดยเฉพาะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่มักเป็นฝ่ายใช้เงินตราในการแย่งชิงผู้เล่นคนสำคัญของลีดส์ ยูไนเต็ด มาเป็นผู้เล่นในตำนานของตน เริ่มตั้งแต่ อิริค คันโตน่า ที่กลายเป็นกับตันทีมในตำนานของปีศาจแดง ต่อมาก็เป็น ริโอเฟอร์ดินาน ปราการหลังเจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดในขณะนั้น ที่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จมากมาย และคนสุดท้ายก่อนลีดส์จะตกชั้นไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังคว้าตัวอลัน สมิธ ยอดกองหน้าของทีมยูงทองมาอีก 1 คน ถึงแม้รายนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรแต่ก็สร้างความเจ็บแสบให้กับสาวกทีมยูงทองพอเป็นอย่างมาก

ฤดูกาล 2020-2021 ลีดส์ ยูไนเต็ดจะกลับมาสู่เวที พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เมื่อมีคิวต้องฟาดแข้งกับปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คงไม่วายถูกนำไปพาดพิงกับสงครามกุหลาบอีกเช่นเคย และการฟาดแข้งของทั้งสองทีมก็คงมันเต็มอัตราศึกเหมือนเช่นเคย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การกลับมาของลีดส์ในครั้งนี้ ก็จะทำให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลต่อไปมีมนต์ขลังขึ้นมาอีกเท่าตัว

Category : ข่าวกีฬา

Tag : ลีดส์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, สงครามกุหลาบ


ส่องอนาคตเหล่าแข้งสำรองแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

หลังช่วงพักเบรกหนีโควิด -19 ถือว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดโชว์ฟอร์มได้ดีเลยทีเดียว และโอเล กุนน่า โซลชาสามารถหาผู้เล่น 11 ตัวจริงได้แล้ว จากการมาของบรูโน่เฟอร์นันด์ และการหายเจ็บกลับมาของพอล ป็อกบา อีกทั้งการโชว์ฟอร์กระฉูดของเจ้าหนู เมสัน กรีนวู้ด ทำให้เหล่าบรรดาตัวผู้เล่นสำรองคนอื่น ๆ ที่ก่อนหน้านี้ผลัดกันลงสนามพร้อมกับเสียงด่าของเหล่าแฟนบอล แทบจะไม่มีอนาคตกับทีมเลยทีเดียว และเมื่อถึงช่วงปิดฤดูกาลรวมทั้งการเปิดตลาดซื้อขายลองมาดูว่าเหล่าผู้เล่นสำรองของแมนฯยู ใครจะยังยู่กับทีมต่อไปหรือใครจะมีโอกาสย้ายไปร่วมทีมใหม่บ้างลองมาวิเคราะห์กัน

เซอร์คิโอ โรเมโร่

ผู้รักษาประตูสำรองชาวอาเจนติน่า ที่ถือว่าเป็นมือกาวชั้นดี เป็นที่ไว้ใจทุกครั้งเมื่อมีโอกาสลงเฝ้าเสาให้แมน ฯ ยู ต้องถือว่าเค้ามีความอดทนมากในการเป็นมือสองในถิ่นโอลเทรฟฟอร์ด แม้ในขณะที่เดวิด เดเกอา ฟอร์มตก เขาก็ยังไม่ได้รับโอกาส รวมถึงมีข่าวที่จะดึงทางด้านดีน เอนเดอร์สันกลับมาแย่งชิงตำแหน่งกับเดเกอา และประกอบกับขณะนี้เขาได้รับความสนใจจากลีดส์ ยูไนเต็ดทีมใหม่ป้ายแดงในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า เชื่อว่าถ้าเป็นความจริงก็คงถึงเวลาที่โรเมโร่จะออกไปเป็นมือ 1 กับทีมอื่นได้แล้ว แม้นว่าหลายคนจะเสียดายในความสามารถเขาก็ตาม

ฆวน มาต้า

เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้แทบไม่เหลือความเร็วหรือความคล่องตัวของมาต้าให้เห็นมานานแล้ว ประกอบกับสไตล์การเล่นที่ดูจะขัดตาขัดใจแฟนผีหลาย ๆ คนกับการที่ชอบม้วน ชอบจ่ายบอลสั้น ๆ ที่แทบจะไม่มีประโยชน์ อีกทั้งเมื่อได้รับคำสั่งให้เล่นปีกขวาก็ไม่เคยที่จะอยู่ในตำแหน่งปีกขวาเลย อีกทั้งฟอร์มของเมสัน กรีนวู้ดที่พุ่งขึ้นมา กับการมาของ บรูโน่ ทำให้น่าจะไม่มีที่ว่างสำหรับมาต้าแล้ว โดยปัจจุบันมาต้าอายุ 33 ปี เหลือสัญญากับแมนฯยูฯถึงปี 2021 ทำให้มีโอกาสไม่น้อยที่มาต้าจะเป็นอีก 1 คนที่จะลาปีศาจแดงไป โดยทีมที่มีข่าวสนใจได้แก่ เฟเนห์บาเช

ดีเอโก้ ดาโลต์

ฟูลแบ็กวัย 21 ปี แทบจะไม่มีโอกาสได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เลย แม้กระทั่งในช่วงที่ลุค ชอร์ และ แบรนดอน วิลเลี่ยมบาดเจ็บ หลายฝ่ายมองว่าน่าจะถึงคิวของดาโลต์ แต่โซลชากลับเลือกใช้งานทีโมที โฟซูเมนซ่าแทนเขา จึงเป็นคำถามว่าอนาคตของดาโลต์จะเป็นอย่างไรต่อไปจะยังคงอยู่ในแผนการทำทีมของโซลชาหรือไม่ แต่เนื่องด้วยอายุที่ยังน้อย ต้นสังกัดอาจจะปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวเพื่อพิสูจน์ความสามารถอีกซัก 1 ฤดูกาลก็ไม่น่าเกลียดอะไร

เจสซี่ ลินการ์ด

เลือดเนื้อเชื้อไขของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างแท้จริง และดูเหมือนจะมีแววโชว์ฟอร์มได้ดี แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนจะไม่เข้าที่เข้าทางและคงพัฒนาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่ถึงอย่างไรบุคลิกในสนามของเขายังคงมีความมุ่งมั่นตั้งใจและทุ่มเททุกวินาทีที่ลงเล่นให้กับปีศาจแดง เห็นตัวอย่างได้ชัดในเกมสุดท้ายกับเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เขาวิ่งไปบีบผู้รักษาประตูคู่แข่งจนสามารถทำประตูได้ จังหวะแบบนี้คงหาจากผู้เล่นคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว ถ้าตั้งสมาธิ เรียกความมั่นใจกลับมาดี ๆ เขาน่าจะเป็นตัวสำรองที่ดีของทีมได้ จึงเชื่อว่า กุนซือโซลชาน่าจะยังเก็บเขาไว้ใช้งานต่อไป

อันเดรส เปเรยร่า

นักเตะลูกหม้อของทีมอีกคนและเป็นมิดฟิลด์เลือดแซมบ้า ที่แทบจะไม่เคยเห็นลีลาแซมบ้าในตัวเขาเลย โดยที่แมน ฯ ยู เคยปล่อยตัวเขาไปหาประสบการณ์กับทีมระดับลาลีกา อย่างบาเลนเซียเพื่อที่จะหวังใช้ประโยชน์จากตัวเขา แต่เมื่อเรียกตัวกลับมาใช้งานก็ไม่สามารถหวังพึ่งพาเขาได้เลย และเชื่อว่าคงหมดโอกาสสำหรับเปเรยร่าแล้ว และทีมคงหาทางที่จะขายตัวเขาออกไป บางทีเปเรยร่าอาจจะไปประสบความสำเร็จกับทีมอื่นก็ได้

เห็นได้ชัดในยุคของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จจากตัวจริงที่แข็งแกร่งและเหล่าตัวสำรองที่มีทีเด็ด ซึ่งแน่นอนทีมที่ดีต้องมีตัวสำรองที่พร้อมจะลงมาเพื่อพลิกสถานการณ์ให้กับทีมได้ จุดนี้โซลชาน่าจะรู้ดี เพราะเขาก็เคยเป็นตัวสำรองชั้นยอดของปีศาจแดงเช่นกัน และเชื่อว่าในฤดูกาลหน้าโซลชาคงจะเร่งสร้างขุมกำลังที่มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเพื่อสู้ศึกในทุกรายการ


เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ ยอดศูนย์หน้าคนใหม่ของวงการฟุตบอล

แท็กติคฟุตบอลในยุคปัจจุบันนับวันมีแต่จะเน้นการครองบอลในแดนกลาง หรือเล่นเกมรับแล้วสวนกลับทำให้แต่ละทีมมีกองหน้าธรรมชาติประจำทีมน้อยมาก ทำให้ในยุคนี้เมื่อนึกถึงชื่อของกองหน้าธรรมชาติต้องบอกว่ามีน้อยมากจริงๆยิ่งถ้าจะนึกถึงศูนย์หน้าระดับแนวหน้าของโลกแล้ว ที่ชัดเจนก็คงจะเป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ของบาร์เยิร์น มิวนิค แฮรี่ เคน จากไก่เดือยทอง ท็อตแน่มฮอต สเปอร์ หลุย ซัวเรส ของบาร์เซโลน่า เซอร์จิโอ กุน อเกวโร่ ของแมนฯซิตี้ คาริม เบนเซม่า ของราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ซึ่งตองบอกว่าเกือยทั้งหมดนี้ก็ถึงช่วงสุดท้ายของอาชีพค้าแข้งแล้ว คงจะเหลือ แฮรี่ เคน ที่จะพอโลดแล่นเพื่อกระหน่ำประตูในฐานะกองหน้าไปได้อีกหลายปี ลองคิดดูถ้าวงการฟุตบอลขาดยอดกองหน้าดาวยิง ไว้คอยสร้างสีสัน วงการฟุตบอลจะดูเสียความสมดุลมากขนาดไหน

ในฤดูกาลนี้ (2019/2020) มีกองหน้าดาวรุ่งคนใหม่ที่หลายทีมให้ความสนใจ โดยเฉพาะทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีกุนซือเป็นอดีตยอดศูนย์หน้าชาวนอร์เวย์สัญชาติเดียวกับดาวเตะผู้นี้ แต่สุดท้ายดาวรุ่งดวงใหม่รายนี้ก็เลือกที่จะปฏิเสธทีมจากอังกฤษ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามและหันไปซบเสือเหลืองโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมในบุนเดสลีกาของเยอรมัน แน่นอนนักเตะผู้นี้คือ เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าจากเรดบูล ซัลบวร์ก ทีมในลีกออสเตรีย

โชว์ฟอร์มเปี้ยงปร้างตั้งแต่นัดแรก ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำในฤดูกาลแรก

เพียงแค่นัดแรกเจ้าหนูวัย 19 ปี ก็แผลงฤทธ์ให้เห็นแล้วในเกมที่ดอร์ทมุนด์ต้นสังกัดใหม่บุกไปเยือนเอาส์บวร์กและโดนนำไปก่อน 3-1 กุนซือลูเซียน ฟาร์ฟก็ตัดสินใจส่งเจ้าหนูฮาแลนด์ลงมายืนเป็นศูนย์หน้า เขาใช้เวลาเพียง 3 นาที ก็สามารถคลำเป้าเจอ และใช้เวลาทั้งหมด 20 นาที สามารถทำแฮตทริกได้ ช่วยให้ดอร์ทมุนดฺพลิกแซงทีมเจ้าบ้าน 3-5 อย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยความคมกริบในการยิงและการหาตำแหน่งรวมทั้งรูปร่างที่สูงใหญ่และมีความเร็ว ฮาแลนด์ทำประตูให้ดอร์ทมุนด์ในฤดูกาลแรกไปทั้งสิ้น 16 ประตูจากการลงเล่น 18 นัดทุกรายการ

เตรียมพร้อมวัดความคมกับดาวยิงรุ่นพี่ของทีมคู่แข่ง

นับตั้งแต่ดอร์ทมุนด์เสียโอบาเมยองไปให้กับอาร์เซนอล ถือว่าบุนเดสลีกาไม่มีดาวยิงคนไหนที่จะมาแย่งตำแหน่งดาวซัลโวกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เลยแต่การมาของเออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ น่าจะทำให้การแข่งขันในเรื่องของดาวซัลโวประจำลีกบุนเดสลีกา มีชีวิตชีวาขึ้น จากอายุที่ยังน้อยของฮาแลนด์ ความคม การหาตำแหน่งที่ดี รูปร่างสูงใหญ่เล่นลูกกลางอากาศได้ รวมทั้งมีความเร็ว น่าจทำให้อนาคตของเขาในเวทีบุนเดสลีกาแลดูสดใส พร้อมที่จะสะสมประตูเพื่อวัดรอยกับรุ่นใหญ่อย่างเลวานดอฟสกี้ได้สบาย

การได้ตัวเจ้าหนูเฮอร์ริ่ง ฮาแลนด์มาของดอร์ทมุนด์เหมือนกับการถูกรางวัลที่ 1 เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะได้ใช้บริการฮาแลนด์ในการสู้ศึกเพื่อแย่งแชมป์ลีกจากบาร์เยิร์น มิวนิค แล้วผู้เชี่ยวชาญเรื่องฟุตบอลจากมั่วสารทิศต่างมองว่านี่แค่จุดเริ่มต้นของการเป็นสุดยอดกองหน้าของฮาแลนด์เท่านั้น และเชื่อว่าในอนาคต เออริ่ง ฮาแลนด์ จะกลายเป็นสุดยอดกองหน้าของวงการลูกหนังอย่างแน่นอน