ฟุตซอล! อีกหนึ่งกีฬาสุดฮิตของประเทศไทย

อีกหนึ่งกีฬายอดฮิตในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่งคงจะต้องมีกีฬาฟุตซอลอยู่ด้วยแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเจ้ากีฬาที่มีลักษณะคล้ายฟุตบอลนี้นั้นใช้อุปกรณ์ในการเล่นเพียงไม่กี่อย่างนั่นก็คือ ลูกฟุตซอลและประตูฝั่งละข้าง นอกจากนั้นแล้วยังใช้พื้นที่ในการเล่นที่ไม่ใหญ่มากอีกด้วยซึ่งเหมาะสมกับประเทศไทยที่หากจะหาสนามหญ้าหรือสนามขนาดใหญ่ก็คงจะลำบากยิ่ง โดยเฉพาะในตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกคอนกรีตเสียส่วนใหญ่ ทำให้การหาพื้นที่เล็ก ๆ ซักที่อย่างสนามกีฬาในหมู่บ้าน, โรงเรียน, สวนสาธารณะออกกำลังกาย ก็สามารถเล่นกีฬาชนิดนี้ได้แล้วอย่างไม่ยากเย็น ซึ่งจะพบเห็นกีฬาชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในวัยเด็ก, วัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงานที่ต้องการออกกำลังกาย

ลูกหนังโต๊ะเล็ก ที่ไม่เล็กในระดับโลก

อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นมาว่ากีฬาฟุตซอลหรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ลูกหนังโต๊ะเล็ก” นั้นเป็นกีฬาที่นิยมอย่างมากของชาวไทย แต่ที่สำคัญนั้นกีฬาฟุตซอลยังเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นในระดับภูมิภาคอาเซียน, ระดับทวีปเอเชีย ไปจนถึงระดับโลก เห็นได้ชัดจากการที่ทีมฟุตซอลทีมชาติไทยมีอันดับที่ยอดเยี่ยมจากการจัดอันดับของ “สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ” หรือฟีฟ่า ซึ่งอันดับที่เคยสูงที่สุดอยู่ที่อันดับ 9 ของโลก เมื่อปี2009 นอกจากนั้นแล้วโต๊ะเล็กทีมชาติไทยยังสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายในศึก “ฟุตซอลเวิลด์คัพ” ที่เปรียบเสมือนรายการฟุตบอลโลกของกีฬาฟุตบอล ได้ติดต่อกันถึง5สมัตติดตั้งแต่ปี ค.ศ.2000-2016 (จะมีการจัดการแข่งขันทุก ๆ 4 ปี) รวมถึงการเป็นรองแชมป์ระดับทวีปเอเชียอีก 2 ครั้งในปี ค.ศ.2008 และ ปี ค.ศ.2012 ส่วนระดับอาเซียนต้องบอกว่าฟุตซอลทีมชาติไทย คือ ราชา อย่างแท้จริงจากการคว้าแชมป์ไปถึง 8 สมัย จากการเข้าร่วมไป 14 ครั้ง

นอกจากในระดับทีมชาติแล้ว ฟุตซอลไทยในระดับสโมสรยังเป็นที่โด่งดั่งในระดับทวีปเอเชียจนถึงระดับโลกอีกด้วยโดยเฉพาะ “ชลบุรี บลูเวฟ” ทีมมหาอำนาจลูกหนังโต๊ะเล็กในประเทศไทย ที่สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์สโมสรเอเชียไปได้ถึง 2 ครั้ง ท่ามกลางทีมจากทวีปเอเชียตะวันออกกลางที่แข็งแกร่งในกีฬาชนิดนี้ อีกทั้งยังสามารถคว้าอันดับ 4 ของการชิงแชมป์ฟุตซอลสโมสรโลกได้อีก 2 ครั้งในปี ค.ศ.2014 และ ค.ศ.2018 เมื่อไม่กี่ปีมานี้

นักกีฬาฟุตซอลผู้เป็นต้นแบบให้แก่เยาวชนไทย

ปัจจัยสำคัญหลักที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศชั้นนำในกีฬาชนิดนี้ได้ก็คือ ตัวนักกีฬาฟุตซอล ชื่อดังหลายต่อหลายคนที่มีชื่อเสียง ยกตัวอย่างเช่น “อาร์ม” ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง นักเตะตำแหน่งกองหน้า ที่มีดีกรีเคยเป็นถึงนักฟุตซอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปเอเชีย ผู้เป็นไอดอลของเยาวชนไทยที่สนใจในกีฬาชนิดนี้ ซึ่งสิ่งที่น่าเอาเป็นแบบอย่างของเขาคือการเอาจริงเอาจังที่ขยันหมั่นฝึกซ้อมตั้งแต่เยาวชนจนไต่เต้าสู่การเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมให้แก่ทีมชาติได้

เพราะฉะนั้นแล้วการส่งเสริมกีฬาชนิดนี้ต่อเยาวชนไทยจึงเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศของเราผลิตนักกีฬาฟุตซอลที่มีความสามารถออกมาวาดลวดลายสู่ทั้งในระดับสโมสรและระดับทีมชาติต่อไปได้อีกในอนาคต


“โปลิศเทโร” ตำนานบทใหม่ของมังกรโล่เงิน!

หากจะกล่าวถึงสโมสรฟุตบอลในประเทศไทยที่เก่าแก่และเป็นที่รู้จัก หนึ่งในนั้นคงจะต้องมีชื่อของทีม “โปลิศเทโร เอฟซี” หรือชื่อเดิมในนาม บีอีซี เทโรศาสนา อย่างแน่นอนสำหรับทีมชื่อดังย่านเขตหลักสี่ที่มีช่วงเวลาโลดโผนดั่งรถไฟเหาะตีลังกา จากทีมชื่อดังที่มีนักเตะฝีเท้าดีมากมายที่เป็นตำนานของสโมสรอย่าง ธชตะวัน ศรีปาน, วรวุฒิ ศรีมะฆะ, ดัสกร ทองเหลา หรือแม้กระทั่ง ชนาธิป สงกระสินธ์ ผ่านการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศไทย 2 ครั้ง รวมถึงแชมป์บอลถ้วยต่าง ๆ ในประเทศอีกมากมายจนกระทั่งสู่จุดที่ล่วงหล่นสู่ “ลีกพระรอง” หรือไทยลีก 2 ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นตำนานบทใหม่ในการฮึดสู้เพื่อการก้าวกลับไปเป็นทีมชั้นนำในลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศไทยอีกครั้ง

รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชคชายผู้กอบกู้ศรัทธา

สำหรับใครที่ติดตามฟุตบอลไทยคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “อ้น” รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค อดีตยอดกองกลางทีมชาติไทยฝีเท้าดีที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับทีมโปลิศ เทโร จากกัปตันอ้นผู้เป็นตำนานพาทีมคว้าแชมป์แปรเปลี่ยนเป็น “โค้ชอ้น” ผู้กุมบังเหียนลูกทีม แต่ในฤดูกาล 2560-2561 เขาต้องพบกับความผิดหวังหลังไม่สามารถช่วยให้ โปลิศเทโร คงอยู่ในศึกไทยลีก 1 ได้ และต้องเป็น 1 ใน 5 ทีมที่ตกชั้นสู่ไทยลีก 2

แต่ในฤดูกาล 2561-2562 นี้โค้ชอ้นพร้อมพาลูกทีม “มังกรโล่เงิน” กลับมาอีกครั้งและพร้อมขับเคี่ยวกับทีมอื่น ๆ ในลีกพระรองอีกกว่า 18 ทีม เพื่อพามังกรตัวนี้กลับไปสู่ในจุดที่ที่พวกเขาควรอยู่ แต่หนทางใช่ว่าจะเรียบง่ายดั่งทางเดินที่โปรยไปด้วยกลีบกุหลาบเมื่อมีทีมดังอีกหลายทีมที่พร้อมจะแย่งตั๋วในการเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 1 เช่นกัน

ซึ่งนักเตะลูกทีมของ “โค้ชอ้น” ในฤดูกาลนี้ต่างเป็นการผสมผสานระหว่างผู้เล่นวัยเก๋าที่มีประสบการณ์อย่าง  กีรติ เขียวสมบัติ, นพพล ปิตะฝ่าย, กฤษณะ กลั่นกลิ่น, ณรงค์ จันทร์เสวก กับนักเตะดาวรุ่งที่มีฝีเท้าน่าจับตามองไม่ว่าจะเป็น คู่พี่น้อง ทิตาวีร์-ทิตาธร อักษรศรี, สรวิทย์ พานทอง, สันติภาพ จันทร์หง่อม รวมถึงนักเตะต่างชาติที่เข้าร่วมกันผนึกกำลังกัน เช่น ควอน แด-ฮี, ไอแซค ฮอนนี่ และเกร็ก ฮูล่า ที่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้โค้ชอ้นได้เลือกใช้

ผู้เล่นคนที่ 12 แห่งถิ่นบุญยะจินดา

ในขณะที่ทีมงานสตาฟโค้ชและนักเตะทำงานอย่างหนัก ยังมีอีกฝ่ายที่เป็นผู้คอยหนุนอยู่เบื้องหลังนั่นคือ กองเชียร์ที่ถูกขนานนามว่าผู้เล่นคนที่ 12 ก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปไม่ว่าจะทีมจะประสบความสำเร็จในการเลื่อนชั้นในปีนี้หรือไม่ก็ตามพวกเขายังจะคงส่งเสียงเชียร์ยังสุดกำลังเพื่อข่มขวัญทุกทีมที่เข้าต่อกรกับทัพมังกรโล่เงิน โดยเฉพาะในถิ่น “บุญยะจินดา” บ้านของพวกเขานั่นเอง

เชื่อได้ว่าองค์ประกอบทุกอย่างที่ดีของทีม “โปลิศเทโร” จะช่วยทำให้พวกเขาก้าวกลับมาเป็นตำนานในวงการสโมสรลูกหนังไทยได้แน่นอน


มนต์ขลัง! ศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยไม่มากก็น้อยจะต้องไม่มีใครไม่รู้จักฟุตบอลรายการชิงแชมป์สโมสรยุโรป หรือที่รู้จักในชื่อ “ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก” ที่รวบรวมสุดยอดทีมสโมสรชั้นแนวหน้าจากทวีปยุโรปหลายต่อหลายทีมเพื่อชิงชัยกัน และไม่ว่าเวลาจะดึกดื่นมืดค่ำขนาดไหนก็ต้องถ่างตากันรอดูกันเพื่อไม่ให้พลาดชมทีมที่ตัวเองรักหรือยอดทีมในดวงใจของแต่ละคนนั่นเอง

แค่เพียงอินโทรเพลงประจำการแข่งอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้น ก็จะสัมผัสได้ถึงมนต์ขลังอันน่าขนลุกของฟุตบอลรายการนี้ ที่มีความพิเศษแตกต่างไปจากการแข่งขันฟุตบอลลีกรายการต่าง ๆ เพราะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน พร้อมกับเหตุการณ์ที่เป็นที่น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อมีทีมสโมสรชั้นนำก็ย่อมต้องมีนักฟุตบอลชื่อดังอยู่ด้วยที่จะเป็นอีกองค์ประกอบที่ดึงดูดผู้ชมได้อย่างมหาศาล

เหตุการณ์อันเป็นที่จดจำของฟุตบอลยูซีแอล

อย่างที่ได้กล่าวในข้างต้นว่าฟุตบอลรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ยูซีแอล” นั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ.1955 ในชื่อเดิม คือ “ฟุตบอลยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนส์คลับคัพ” ท่ามกลางการผลัดเปลี่ยนกันเถลิงบัลลังก์แชมป์กันมากหน้าหลายตา มีเหตุการณ์อันสุดตื่นเต้นที่น่าจดจำอยู่ไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น ปี2005 เป็นการชิงดำของ 2 ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง “เดอะ เรดแมชชีน” ลิเวอร์พูล จากอังกฤษ พบกับ “รอสโซเนรี่” เอซีมิลาน ทีมยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี ที่สนามอตาเติร์ก กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ท่ามกลางผู้ชมในสนามถึง 69,000 คน ไม่รวมผู้ชมจากโทรทัศน์ทั่วโลกที่รับชมการแข่งขัน โดยในครึ่งแรกเป็นเอซีมิลานที่ได้ประตูออกนำไปก่อนถึง 3 ประตูต่อ 0 “เปาโล มัลดินี่” ตั้งแต่นาทีที่ 1 และอีก 2 ประตูจาก “เอร์นัน เกรสโป” ยอดดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่า ในนาทีที่ 39,44

แต่เมื่อเป็นรายการอย่างยูซีแอลเราจะได้เห็นความพิเศษที่หาดูได้ยากเมื่อแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ถูกขนานนามว่า “เดอะ ค็อป” ต่างส่งเสียงตะโกนร้องเพลง “ยูวีล เนเวอร์ วอล์ค อโลน” อย่างน่าขนลุกและมีความหมายต่อทัพนักเตะหงส์แดง จนครึ่งหลังสามารถฮึดสู้กลับมาตีเสมอได้ 3-3 จาก “สตีเวน เจอร์ร์ด” ยอดมิดฟิลด์กัปตันทีมในนาทีที่ 54 อีก 2 ประตูจาก วลาดีเมียร์ สมีเซอร์ ในนาทีที่ 56 และ ชาบี อล็อนโซ่ นาทีที่ 60 ก่อนจะถึงช่วงดวลจุดโทษจะเป็นลิเวอร์พูลพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะไปได้ 2-3 จนถูกขนานนามว่า “ค่ำคืนอันมหัศจรรย์แห่งอิสตันบูล” ในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงเหตุการณ์อันดับต้น ๆ ที่ถูกจดจำแต่ยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกกล่าวในบทความนี้ ซึ่งมีบันทึกไว้และหาชมกันได้ไม่ยาก

ฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2019-2020

เป็นที่ทราบกันดีว่าฟุตบอลรายการนี้กำลังจะรูดม่านเปิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งก็คงต้องรอรับชมกันว่าในปี2019-2020 นี้ใครจะได้เป็นผู้ครอบครองถ้วยบิ๊กเอียร์ไปได้ โดยที่ปีนี้มีตัวเต็งอยู่หลายทีม แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นฟุตบอลรายการนี้แล้วคงจะมีอะไรที่พิเศษให้น่าจดจำต่อโลกใบนี้เหมือนทุกฤดูกาลที่ผ่านมาอย่างแน่นอน


วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย! ความภูมิใจระดับโลก

เชื่อว่าใครต่อหลายคนคงจะมีกีฬาในนามทีมชาติไทยที่ติดตามเอาใจช่วยกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งมีกีฬาหนึ่งชนิดที่มีผู้ติดตามเชียร์และเอาใจช่วยอยู่เสมอนั่นก็คือ “วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย” เห็นได้จากทุกครั้งที่พวกเธอลงทำการแข่งครั้งยอดจากผู้ชมทั้งในสนามและจอโทรทัศน์จะมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงเป็นอย่างมาก แม้แต่กระทั่งภายในสื่อโซเชียลก็ยังเป็นฮิตติดเทรนด์อยู่เสมอ

สาเหตุหลักที่พวกเธอกลายเป็นขวัญใจของคนในชาตินั้น คือ เลือดนักสู้ในตัวพวกเธอที่ไม่ว่าคู่แข่งจะมีดีกรีขนาดไหน รูปร่าง สรีระ จะเป็นรองเพียงใด ก็จะเห็นพวกเธอสู้ด้วยใจที่มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ, สู้ด้วยความสามัคคีให้กำลังใจกันและที่สำคัญคือ “รอยยิ้มนักสู้” ของพวกเธอที่จะปรากฎให้คนทั้งโลกเห็นถึงความแข็งแกร่งพร้อมความสวยงามของหญิงไทย ซึ่งต้องบอกว่าพวกเธอผ่านการต่อสู้ในเวทีระดับโลกมาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็นรายการ วอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ลีก, วอลเลย์บอลหญิงเวิลด์กรังด์ปรีซ์, วอลเลย์บอลหญิงเวิลด์คัพ, เอเชียนเกมส์, ซีเกมส์ โดยทุกครั้งก็สามารถทำให้ชาวไทยได้ภาคภูมิใจพวกเธอทุกครั้งไปที่เห็นพวกเธอประกาศศักดาความแข็งแกร่งกับคู่แข่งทุกชนชาติได้อย่างสูสี

เหล่าสตาร์ของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

เมื่อกล่าวถึงทีมวอลเลย์บอลหญิงมาถึงขนาดนี้ เป็นที่แน่ชัดว่าในทีมจะต้องมีสตาร์ดังผู้เป็นขวัญใจและไอดอล ของผู้ที่ติดตาม โดยที่น่าสนใจก็มีอยู่หลายต่อหลายคนแต่ที่ทุกคนน่าจะต้องเคยได้ยินชื่อของพวกเธอก็คงจะหนีไม่พ้นชื่อของ ปลื้มจิตร์ ถิ่นขาว, นุศรา ต้อมคำ, ปิยะนุช แป้นน้อย, อรอุมา สิทธิรักษ์, อัจฉราพร คงยศ, ชัชชุอร โมกศรี, วิลาลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ และนี่เป็นแค่ชื่อส่วนหนึ่งของทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยที่ยังมีอีกหลายคนที่เป็นที่รู้จักอีกมาก ซึ่งภายในทีมมักจะมีการผลัดเปลี่ยนผู้เล่นอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นที่เป็นแกนหลักอยู่แล้วผสมผสานกับผู้เล่นฟอร์มสดอยู่เสมอ ผลที่ได้ก็คือทีมที่มีความยืดหยุ่นผลัดเปลี่ยนกันได้ทุกตำแหน่ง, ความหลากหลายในแผนการเล่น

โดยนอกจากภายในทีมชาติแล้ว ความแข็งแกร่งของพวกเธอก็ถูกจับจ้องด้วยสายตาคนทั้งโลกจนนำไปสู่การไปร่วมทีมสโมสรต่างประเทศชั้นนำมากมาย ยกตัวอย่างเช่น “หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถิ่นขาว ที่เคยย้ายไปร่วมเล่นกับทีม “อิกติซาดชิ บากู” สโมสรวอลเลย์ชั้นนำจากประเทศอาเซอร์ไบจาน, “อร” อรอุมา สิทธิรักษ์ ที่เคยเล่นให้กับสโมสร “ไดนาโม คาซาน” ทีมจากประเทศรัสเซีย และ “กัปตันกิ๊ฟ” วิลาลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ผู้เคยไปโลดแล่นกับทีมสโมสรประเทศสเปนทีม “อิบซากลุบ โบเลย์บอล”

วอลเลย์บอลกับอนาคตเยาวชนประเทศไทย

ขึ้นชื่อว่ากีฬาแล้วคงจะเป็นผลดีต่อเยาวชนอย่างแน่นอนและวอลเลย์บอลนั้นคงจะเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ต้องส่งเสริมคู่กับเยาวชนไทยไปด้วยเพราะเป็นกีฬายอดนิยม นอกจากจะได้เยาวชนที่มีคุณภาพด้านกีฬาแล้วก็จะได้นักกีฬาวอลเลย์บอลรุ่นใหม่เติมเต็มให้กับทีมชาติได้ตลอดเสมอไปนั่นเอง


จตุรมิตรสามัคคี! มิตรภาพอันยาวนานแห่งวงการลูกหนังขาสั้น

ในประเทศไทยของเราฟุตบอลในระดับมัธยมศึกษามีการแข่งขันมากมายหลายรายการที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทุก ๆ ปี แต่รายการที่จะกล่าวถึงนั้นคือฟุตบอลประเพณีรายการ “จตุรมิตรสามัคคี” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในฟุตบอลประเพณีที่มีเสน่ห์มนต์ขลังอย่างมากในประเทศไทย ซึ่งฟุตบอลรายการนี้ประกอบไปด้วย 4 โรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ชื่อดังในประเทศไทยอย่าง สวนกุหลาบวิทยาลัย, เทพศิรินทร์, กรุงเทพคริสเตียนและอัสสัมชัญ โดยฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคีนั้นเริ่มจัดแข่งขันตั้งแต่ในปี พ.ศ.2507 และถูกกำหนดให้จัดขึ้นทุก ๆ 2 ปี แต่ละครั้งก็จะมีการผลัดเปลี่ยนโรงเรียนที่เป็นเจ้าภาพทวนไปตามแบบเข็มนาฬิกา ส่วนสังเวียนที่ใช้ในการแข่งขัน ก็คือสนาม “สังเวียนกรีฑาสถานแห่งชาติ” หรือที่รู้จักกันได้ดีในนามสนาม “ศุภชลาศัย” ทั้งนี้การแข่งขันถูกจัดขึ้นก็เพื่อจุดประสงค์ในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีของทั้ง 4 สถาบันให้เกิดมิตรภาพและความสามัคคีเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง โดยปลายปี 62 นี้ การแข่งขันครั้งที่ 29 ก็จะกลับมาอุบัติขึ้นอีกหน

ความพิเศษของฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี

นอกจากความเป็นมาอันยาวนานของบอลประเพณีลูกหนังขาสั้นรายการนี้ที่มีชื่อเสียงอย่างยาวนานมาถึงขวบปีที่ 55 แล้วสิ่งสำคัญที่เรียกได้ว่าเป็นความพิเศษของจตุรมิตรสามัคคีนั้นคือ “กองเชียร์” และ “การแปลอักษร” มาเริ่มกันในส่วนของกองเชียร์ก่อนที่ไม่ว่าจะเป็นศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ครู บุคลากรต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงเรียนทั้ง 4 ต่างหลั่งไหลกันมาให้กำลังใจทีมของตนเองอย่างล้นหลามบนอัฒจรรย์ ประกอบกับแต่ละโรงเรียนนั้นจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็น สีประจำโรงเรียน, การแต่งกาย และที่วิเศษสุด คือ เพลงเชียร์ที่มีเนื้อร้องแตกต่างกันไปแต่สิ่งเดียวที่เป็นจุดประสงค์หลักนั้นก็เพื่อให้เพลงนั้นถูกส่งลงไปยังสนามให้นักบอลทั้ง 11 คน ได้ยินและกระตุ้นให้พวกเขาสู้ด้วยหัวใจที่มีต่อสถาบันอันเป็นที่รัก

มาต่อกันที่ส่วนของการแปลอักษรที่แต่ละโรงเรียนจะมีนักเรียนประจำอยู่บนสแตนด์ฝั่งตรงข้ามที่ไร้หลังคาของสนาม โดยพวกเขาจะนำสมุดสีเล่มเล็ก ๆ มาประกอบกันบนสิ่งที่เรียกว่า “เพลต” หรือโครงเหล็กที่ไว้ใช้ในการติดสมุดสีพร้อมด้วยโค้ดในการแปรเพื่อให้สามารถเรียงสมุดสีในแต่ละจุดให้ออกมาเป็นภาพขนาดใหญ่ที่สวยงาม แต่กว่าจะได้ในแต่ละภาพนักเรียนของทั้ง 4 สถาบันจะต้องผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นแรมเดือน เรียกได้ว่าหากไม่รักสถาบันกันจริงคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้

ชัยชนะไม่ใช่ทุกสิ่ง

ถึงแม้ว่าการแข่งขันฟุตบอลจะต้องมีแพ้มีชนะซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กับฟุตบอลจตุรมิตรแล้วเรื่องของถ้วยรางวัล ความสำเร็จ อาจจะเป็นเรื่องรอง เมื่อการแข่งขันนั้นมีก็เพื่อสร้างมิตรภาพระหว่างโรงเรียนทั้ง 4 ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงการได้กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อน พี่น้อง ครู อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขาอีกครั้งเพื่อรำลึกถึงวันวานในสมัยที่ยังได้ชื่อว่าเป็น “นักเรียน” อีกครั้ง


“ชนาธิป สงกระสินธ์” ต้นแบบความสำเร็จนักฟุตบอลไทย

ปัจจุบันภายในประเทศของเรานั้นมีนักฟุตบอลไทยที่เก่งกาจฝีเท้าดีอยู่มากมายหลายต่อหลายคน แต่หากจะพูดว่าใครที่เป็นนักฟุตบอลที่ฝีเท้าดีที่สุดในประเทศไทยคงจะหนีไม่พ้นชื่อของ “เจ” ชนาธิป สงกระสินธ์ ผู้เป็นต้นแบบและไอดอลในการเป็นนักฟุตบอลของใครต่อหลายคนอย่างแน่นอน

โดย ชนาธิป สงกระสินธ์ ในตอนนี้นั้นค้าแข้งอยู่ที่ เจลีค ประเทศญี่ปุ่น กับทีมชื่อดังแห่งเมืองเหนืออย่าง “ฮอกไกโด คอนซาโดเล ซัปโปโร” สำหรับชนาธิปนั้นอยู่กับซัปโปโรมาแล้วถึง 3 ฤดูกาลตั้งแต่ปี 2017-2018(ครึ่งฤดูกาลหลัง), 2018-2019 และฤดูกาลปัจจุบัน 2019-2020 หลังจาก 2 ฤดูกาลแรกมาค้าแข้งด้วยสัญญาฉบับยืมตัว ท่ามกลางความสนใจของสื่อต่างชาติอย่างมากมายถึงความสามารถของเจ้าตัวและฉายาที่ได้จากสื่อไทยว่า “เมสซี่เจ” ซึ่งคล้ายกับนักเตะชื่อดังชาวอาร์เจนติน่า ของทีมบาร์เซโลน่าอย่าง “ลิโอเนล เมสซี่” ที่ถูกยกย่องให้เป็นนักฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก

เส้นทางก่อนจะมาถึง “ซัปโปโร”

ต้องบอกว่ากว่าจะมาถึงจุดที่ได้ไปค้าแข้งภายในประเทศญี่ปุ่นได้ ชนาธิป ต้องผ่านสิ่งต่าง ๆ มาอย่างมากมายทั้งคำสบประมาทในสมัยที่ยังเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนด้วยรูปร่างที่เล็ก จึงไม่ได้รับโอกาสมากนักแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาลดความรักที่มีต่อกีฬาลูกหนังไปได้เลย จนกระทั่งเจ้าตัวอายุ 18 ปี ก็ได้รับการเซ็นต์สัญญาเข้าสู่ทีมระดับเยาวชนของ “บีอีซี เทโรศาสน” หรือทีมโปลิศ เทโร ในปัจจุบันนั่นเอง และด้วยผลงานในระดับเยาวชนที่เก่งกาจเกินวัยทำให้เขาก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในที่สุดพร้อมฝากผลงานพาทีมคว้าแชมป์โตโยต้าลีกคัพในปี 2014 และปีเดียวกันนั้นยังสามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์เอเอฟเอฟซูซูกิคัพ ไปครองได้

กระทั่งในปี 2016 ชนาธิปก็ได้ย้ายเข้าสู่ทีม “เอสซีจีเมืองทอง ยูไนเต็ด” ยักษ์ใหญ่แห่งไทยลีก 1 และเมื่อเข้าสู่ทีมใหญ่สิ่งที่ตามมาคือการถูกจับตามองเป็นอย่างมากเพราะสิ่งที่ “กิเลนผยอง” ต้องการในขณะนั้นคือการกระชากแชมป์ไทยลีกจากยักษ์ใหญ่อีกทีมอย่าง “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” และชนาธิปก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อมีส่วนพาทีมกิเลนผยองเถลิงบัลลังค์แชมป์ไทยลีกสมัยที่ 4 ให้แก่ทีมได้ รวมถึงการคว้าแชมป์เอเอฟเอฟซูซูกิคัพ อีกครั้งกับทีมชาติไทยในปีเดียวกัน ทำให้เจ้าตัวเป็นที่สนใจของทีม “ฮอกไกโด คอนซาโดเล ซัปโปโร” และได้ย้ายไปร่วมทีมนกเค้าแมวเมืองเหนือ เมื่อปี 2017 ด้วยสัญญายืมตัวในที่สุด ก่อนที่ไม่นานมานี้ในปี 2019 ตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์จะได้รับสัญญาถาวรพร้อมกับยึดตัวจริงภายในทีมได้อย่างสมบูรณ์

สิ่งที่เยาวชนนักฟุตบอลไทยควรเอาเป็นแบบอย่าง

อย่างที่ทราบกันว่ากว่า “ชนาธิป สงกระสินธ์” จะโด่งดังได้ขนาดนี้สิ่งที่เขาทำ คือ ซ้อมและซ้อมอย่างหนักเห็นได้จากหุ่นที่แม้จะตัวเล็กแต่มีบาลานซ์ช่วงตัวที่ดีมาก, สามารถใช้เท้าเล่นบอลได้ทั้ง 2 เท้า, พร้อมสภาพร่างกายที่เล่นในระดับฟุตบอลชั้นนำอย่าง เจลีค ได้ และนี่คือสิ่งที่เยาวชนนักฟุตบอลเยาวชนไทยควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง คือ ระเบียบวินัยในตนเองด้านการฝึกซ้อม ความรัก ความจริงจัง ที่ต้องทำให้ถึงที่สุดเพื่อสิ่งที่ตนรัก และนั่นจะทำให้เราได้เห็นนักฟุตบอลรุ่นใหม่ ๆ กำเนิดขึ้นมาอย่างมากมายในอนาคตแบบ “เจ” ชนาธิป ต่อไป


“ทีมชาติไทย” กับหนทางสู่ฟุตบอลโลก 2022

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ได้มีผลการจับสลาก “แบ่งสายฟุตบอลโลก2022รอบคัดเลือก โซนเอเชีย” รอบที่ 2 โดยหนทางในรอบนี้ของ “ทีมชาติไทย” ต้องบอกเลยว่าไม่ง่าย เมื่อต้องโคจรมาอยู่ร่วมสายกับทีมชั้นนำระดับเอเชียอย่างทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอีกสามทีมเพื่อนบ้านจากอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม ซึ่งต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี แต่เชื่อว่าทัพนักเตะทีมชาติไทยต่างก็พร้อมจะพิสูจน์ตนเองอีกครั้งว่ายังเป็นอีกหนึ่งทีมที่ประมาทไม่ได้ในทวีปเอเชีย เพื่อที่จะกรุยทางการคัดเลือกในรอบนี้ไปสู่ในรอบที่ 3 ที่ ก่อนไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศ “กาตาร์”

ช้างศึก กับแม่ทัพคนใหม่

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าฟุตบอลชายทีมชาติไทยของเรานั้นได้กุนซือคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นก็คือ “อากิระ นิชิโนะ” เฮดโค้ชชาวญี่ปุ่นผู้ผ่านสังเวียนการคุมทีมในระดับชั้นนำมาแล้วอย่างมากมาย โดยเฉพาะการพาทีมชาติญี่ปุ่นไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ ซึ่งเป็นเป็นหมายอันสูงสุดของ “ทัพช้างศึก” ที่มีอยู่ในตอนนี้ แต่การที่จะได้ไปแข่งขันยังฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้องค์ประกอบทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะต้องถูกจัดวางกันใหม่เมื่อเรายังไม่สามารถทราบได้ว่าผู้เล่นที่กุนซือชาวญี่ปุ่นคนนี้ต้องการใช้งานจะมีใครบ้างในเมื่อมีตัวเลือกให้ใช้อย่างมากมายทั้งนักเตะหน้าเดิมรวมถึงนักเตะหน้าใหม่ ๆ และดาวรุ่งที่ฟอร์มดีอีกด้วย หรือแม้กระทั่งแผนการเล่นของกุนซือรายนี้ก็ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาเช่นกัน

ถึงแม้นักเตะในทีมส่วนใหญ่ยังจะไม่ถูกประกาศเรียกติดทีมในตอนนี้ แต่ที่ค่อนข้างจะชัดเจนเป็นอย่างสูงนั่นก็คือ 3นักเตะแกนหลัก ที่ได้ไปสั่งสมประสบการณ์ยังฟุตบอลลีกประเทศญี่ปุ่น หรือ “เจลีก” นั่นได้แก่ ชนาธิป สงกระสินธ์ เพลเมกเกอร์ตัวเก่ง ที่เป็นตัวหลักให้กับทีมคอนซาโดเร่ ซัปโปโร ในขณะนี้ คนถัดมาคือ ธีรธร บุญมาทัน แบ๊คซ้ายตัวเก๋าที่พึ่งแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงได้ภายในทีมโยโกฮาม่า เอฟมารินอส และคนสุดท้ายคือ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ มิดฟิลด์ห้องเครื่องจาก โออิตะ ทรินิตะ โดยทั้ง 3 จะนำประสบการณ์จากลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในทวีปเอเชียมาใช้ในการรับใช้ทีมชาติและประคองเพื่อนร่วมทีมไว้นั่นเอง

เวียดนามคู่แค้นและศัตรูตัวฉกาจ

สำหรับในตอนนี้นั้นคู่แข่งที่ทีม “ช้างศึก” ต้องการเอาชนะมากที่สุดคือทีมชาติเวียดนามหลังจากที่ช่วงหลังไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้เลยไม่ว่าจะในทีมชุดใหญ่หรือชุดเยาวชนระดับต่าง ๆ ซึ่งนั่นก็มาจากการที่ทีม “ดาวแดง” พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีนักเตะชั้นเยี่ยมทยอยแจ้งเกิดกันเป็นจำนวนมาก จนแล้วจนรอดหนทางอันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลกทั้ง 2 ทีมก็หนีกันไม่พ้นและต้องโคจรมาเจอกันอีกหน แต่ในครั้งนี้ทีมชาติไทยคงจะไม่ยอมเสียท่าให้ทีมชาติเวียดนามอย่างแน่นอนเพราะในครั้งนี้มีตั๋วสู่ “ฟุตบอลโลก2022” ที่ประเทศกาตาร์เป็นเดิมพันนั่นเอง


“การท่าเรือ เอฟซี” ตำนานเจ้าท่าแห่งไทยลีก

ท่ามกลางการผัดเปลี่ยนหมุนเวียนของวัฎจักรบนสังเวียนฟุตบอลไทยที่มีการยุบทีมล้มหายไปอย่างมากมาย ยังมีหนึ่งสโมสรในตำนานที่ยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและมีเกียรติภูมิ สโมสรฟุตบอลทีมนั้น คือ “การท่าเรือ เอฟซี”  ทีมดังย่านคลองเตยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วนับไม่ถ้วนเคยผ่านทั้งการเป็นแชมป์มาอย่างมากมายแม้กระทั่งตกชั้นพวกเขาก็ผ่านจุดนั้นมาได้และไม่มีทีท่าว่าจะล้มหายไปแต่อย่างใด

ทีมระดับตำนานเจ้าของฉายา “สิงห์เจ้าท่า” นั้นมีอายุของสโมสรนานถึง 52 ปี เข้าไปแล้ว (พ.ศ.2510-พ.ศ.2562) เรียกได้ว่าหากเป็นอายุของคนก็ถึงครึ่งค่อนชีวิต โดยทีมแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นทีมสโมสรฟุตบอลจากการก่อตั้งของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคมอย่าง “การท่าเรือแห่งประเทศไทย” ในการเริ่มต้นและสามารถไต่เต้าเล่นในฟุตบอลระดับสูงสุดอย่างรวดเร็ว รวมถึงคว้าแชมป์มาได้อย่างมากมายในหลายขวบปี

อุบัติเหตุทางลูกหนังของยักษ์ใหญ่แห่งคลองเตย

ถึงจะเป็นทีมยักษ์ใหญ่เพียงใดแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยประสบกับความล้มเหลวผิดพลาดเลย เหตุการณ์นี้อาจจะเคยผ่านตาใครต่อหลายคนมามากเมื่อแฟนบอลในถิ่น “PAT สเตเดี้ยม” บ้านของทีมการท่าเรือ เอฟซี ต่างต้องเสียน้ำตาในวันที่พวกพ่ายคารังด้วยสกอร์ที่ขาดลอยถึง 5 ประตูต่อ 1 ให้กับแชมป์อย่าง “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งนั้นเป็นนัดส่งท้ายของฟุตบอลไทยลีกฤดูกาล 2015 พอดี แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจมากกว่าการแพ้ด้วยสกอร์ที่ห่างชั้นนั่นคือการต้องล่วงลงสู่ ยามาฮ่า ลีกวัน หรือในปัจจุบันนั่นก็คือ ไทยลีก 2 นั่นเอง จากการที่เล่นไป 34 นัดเก็บไปได้ 33 แต้ม

อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำทีมฟุตบอลในประเทศไทยนั้นต้องใช้งบประมาณอย่างมากและเมื่อทีมใดที่ตกชั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดเหตุกาณ์ถอนทีมหรือยุบทีมให้เห็นกันเป็นประจำ แต่ไม่ใช่กับ “สิงห์เจ้าท่า” เมื่อพวกเขากอดคอกันสวมหัวใจสิงห์ดั่งฉายาใช้เวลาปีเดียวในการเลื่อนชั้นกลับมาสู่ไทยลีกที่ที่พวกเขาสมควรอยู่ ภายใต้การคุมทีมของโค้ชชาวญี่ปุ่น “มาซาฮิโระ วาดะ” และการนั่งเก้าอี้ประธานสโมสรต่อของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อสโมสรนี้ที่ถึงแม้จะตกชั้นก็ยังไม่ทิ้งทีมไปไหนและยังให้งบเสริมทีมจนกลับมาได้อีกครั้ง ส่งผลให้เธอกลายเป็นบุคคลที่รักยิ่งของชาวท่าเรือเข้าไปอีกทวีคูณ

ความผูกพันธ์ระหว่างแฟนบอลกับสโมสร

หากใครเคยมีโอกาสไปรับชมการแข่งขันฟุตบอลที่สนาม PAT สเตเดี้ยม รังเหย้าของทีมท่าเรือ เอฟซี จะพบว่ามีผู้ชมที่เต็มสนามเกือบจะทุกนัด สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสโมสรแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อแฟนบอลเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะจากการทุ่มเท การเห็นแฟนบอลเป็นดั่งญาติพี่น้องคนสำคัญ เช่นนั้นแล้วหากท่านเป็นแฟนบอลไทยควรมีโอกาสสักครั้งที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศอันสุดมหัศจรรย์ของทีมทีมนี้ด้วยตัวท่านเองสักครั้งแล้วจะรับรู้ได้ว่า “ตำนาน” นั้นเป็นอย่างไร


การกลับมาอีกครั้งของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ในศึกยูฟ่า ยูโรป้าลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีช่วงเวลาที่ไม่น่าจดจำตลอดฤดูกาลที่แล้ว แม้โชเซ่ มูรินโญ่จะถูกเด้งออกจากทีมไป แต่กุนซือคนใหม่อย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลชาก็ไม่อาจปลุกวิญญาณปีศาจแดงให้ฟื้นขึ้นมาได้ จนจบด้วยอันดับ 6 บนตารางพรีเมียร์ลีก และต้องไปเล่นยูฟ่า ยูโรป้าลีก ในปีนี้ด้วยฐานะทีมเต็งแชมป์ โดยการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มที่เพิ่งผ่านไป ปีศาจแดงได้เพื่อนร่วมกลุ่ม L อย่างอาสตาน่า จากคาซัคสถาน, ปาร์ติซาน เบลเกรด จากเซอร์เบีย และ อาแซด อัลค์มาร์ จากเนเธอร์แลนด์ แม้แต่ละทีมดูจะไม่ใช่งานยากสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ทั้งสามทีมกลับสร้างความลำบากในเรื่องการเดินทางไกลให้ทีมจากอังกฤษอย่างเลี่ยงไม่ได้ มาดูกันว่าปีศาจแดงต้องพบอะไรบ้างในศึกยูฟ่า ยูโรป้าลีก รอบแบ่งกลุ่มหนนี้

อาสตาน่า : คาซัคสถาน

                อาสตาน่า ตั้งอยู่ในเมืองหลวงประเทศคาซัคสถาน แม้จะก่อตั้งทีมได้เพียง 10 ปี แต่ก็สามารถคว้าแชมป์ลีกคาซัคสถานได้สำเร็จในปี 2018 ซึ่งใช้นักเตะส่วนใหญ่จากประเทศของตัวเอง อาสตาน่าเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยุโรปมาตลอดตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 โดยทำผลงานดีที่สุดด้วยการผ่านเข้าถึงรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2017-18 ก่อนจะถูกสปอร์ตติ้ง ลิสบอนเขี่ยตกรอบไป ผู้เล่นที่น่าจับตามองคือ มาริน โทมาซอฟ ปีกชาวโครเอเชียดาวซัลโวประจำทีม

ปาร์ติซาน เบลเกรด : เซอร์เบีย

ปาร์ติซาน เบลเกรด ทีมจากเมืองหลวงของประเทศเซอร์เบีย และแชมป์บอลถ้วยของเซอร์เบียร์ ถือเป็นอีกหนึ่งทีมขาประจำในศึกยูโรป้าลีก แต่ส่วนใหญ่มักจะไปได้ไม่ไกลกว่ารอบแบ่งกลุ่มนี้เอง มีเพียงฤดูกาล 2017-18 ที่สามารถผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายได้ในฐานะรองแชมป์กลุ่ม C ก่อนจะพ่ายให้กับทีมจากสาธารณรัฐเช็กตกรอบไป ถ้าใครทีติดตามข่าวสารจาก VWIN เสมอ จะรู้ทันทีว่าผู้เล่นที่น่าจับตามองคงหนีไม่พ้น โซรัน โทซิช อดีตนักเตะปีศาจแดงในช่วงปี 2009-2010 ปีกชาวเซอร์เบียมีทั้งเทคนิคและความเร็ว แต่ด้วยความที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ขวางทางอยู่ เขาจึงอำลาทีมไปอย่างรวดเร็วเพื่อความต้องการลงสนามที่มากขึ้น

อาแซด อัลค์มาร์ : เนเธอร์แลนด์

อาแซด อัลค์มาร์ ทีมอับดับ 4 จากลีกดัตช์เมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นการกลับมาสู่ยูโรป้าลีกรอบแบ่งกลุ่มอีกครั้ง หลังจากหายหน้าไปถึง 2 ฤดูกาล โดยหนสุดท้ายที่เข้ามาเล่นในฤดูกาล 2016-17 สามารถผ่านเข้าไปเจอลียงในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ก่อนจะโดนถล่มทั้งสองนัด  ผู้เล่นที่น่าจับตามอง อุสซามา ไอดริสซี่ ปีกทีมชาติโมร็อคโค ที่ทำประตูในลีกดัตช์ไปแล้ว 3 ประตูจาก 4 นัดในปีนี้

เมื่อสถานการณ์ในเกมลีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังไม่สู้ดีนัก โซลชาน่าจะสั่งให้ลูกทีมเน้นเป็นพิเศษในฟุตบอลยุโรป เพราะแชมป์ยูโรป้าลีก ถือเป็นการการันตีเส้นทางสู่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปีหน้าทันที เหมือนที่โชเซ่ มูรินโญ่ พาปีศาจแดงคว้าแชมป์ยุโรปใบเล็กนี้มาได้สำเร็จเมื่อ 3 ปีก่อน


“แฟรงค์ แลมพาร์ด” การกลับมาอีกครั้งยังเดอะบริดจ์

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผู้จัดการทีมของทีม “เชลซี” ในการออกสตาร์ทฤดูกาล 2019 นี้จะเป็นคนใกล้ตัวอย่าง “แฟรงค์ แลมพาร์ด” อดีตมิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ผู้ที่เคยพาทัพสิงโตน้ำเงินครามกวาดถ้วยรางวัลทั้งในประเทศและนอกประเทศมาอย่างมากมาย การกลับมายังถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ในครั้งนี้ของเขานั้นไม่ใช่ในฐานะนักเตะเหมือนดั่งวันวานแต่กลับมาในฐานะบิ๊กบอสผู้พร้อมจับเผือกร้อนในช่วงมรสุมของทีมที่ถูกแบนในตลาด ซื้อ-ขาย นักเตะถึง 2 ช่วงจากฟีฟ่า

ท่ามกลางความยินดีปรีดาจากแฟนบอลเชลซี ก็ยังคงมีความสงสัยจากใครต่อหลายคนตามมาด้วยว่าอดีตมิดฟิลด์ชาวอังกฤษรายนี้ จะมีความสามารถพอที่จะคุมทีมใหญ่ระดับนี้ได้หรือไม่เพราะที่ผ่านมาเขาเคยผ่านการเพียงคุมทีม “แกะเขาเหล็ก” ดาร์บี้เคาท์ตี้มาเพียงแค่ 1 ฤดูกาล (2018-2019) เท่านั้น การทำงานที่หนักขึ้นกว่าเดิมจึงเป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อพิสูจน์ตัวเขานั่นเอง

ทัพสิงโตน้ำเงินคราม ในยุคใหม่

เมื่อเชลซีถูกแบนในสารบบ ซื้อ-ขาย สิ่งเดียวที่ผู้จัดการทีมเจ้าของฉายา “ซุปเปอร์แฟรงค์” คือรวบรวมนักเตะที่มีอยู่ใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเสีย “เอแดน อาร์ซา” ปีกพ่อมดชาวเบลเยียมไปให้กับเรอัลมาดริด โดยผู้เล่นที่เข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ คือ คริสเตียน พูลิซิช ปีกชาวสหรัฐอเมริกาผู้ถูกคาดหวังว่าจะมาเป็นความหวังใหม่ได้ในตำแหน่งปีก ส่วนผู้เล่นที่ถูกยืมไปอย่าง มิตชี่ บัตซูอายี่, เคิร์ท ซูม่า, เคเนดี้, ติมูเอ้ บากาโยโก้ ก็พร้อมกลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ประกอบกับดาวรุ่งที่ถูกดึงกลับมาอย่าง เมสัน เมาท์, แทมมี่ อับราฮัม โดยเฉพาะในรายของเจ้าหนู เมสัน เมาท์ ที่เคยผ่านการเป็นลูกทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ในฐานะผู้เล่นยืมตัวของทีม ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา

เหลือบมองกลับไปที่ผู้เล่นในกำมือที่ทัพสิงโตน้ำเงินครามมีอยู่แล้ว เช่น เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, รอสส์ บาร์คลี่ย์, เปโดร โรดิเกวซ, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย, ดาวิด ลุยส์, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, มาเตโอ โควาซิช, เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า, เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่ต่างก็ผู้เล่นระดับแนวหน้าอยู่แล้ว เมื่อมาผสมกับผู้เล่นหน้าใหม่กับผู้เล่นที่ถูกยืมตัวทางเลือกในแผนการจัดการทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด แฟนบอลก็คงสบายใจไปได้เปราะหนึ่งไม่มากก็น้อยแล้วอีกทั้งยังจะได้เห็นผู้เล่นดาวรุ่งหน้าใหม่ ๆ ของทีมได้แจ้งเกิดอีกด้วย

แผนการเล่นสไตล์ ซุปเปอร์แฟรงค์

หากใครเคยรับชมแผนการเล่นของทีม ดาร์บี้ เคาท์ตี้ในฝีมือการคุมทีมของ “ซุปเปอร์แฟรงค์” ฤดูกาลที่ผ่านมาคงจะเห็นว่า แผนที่เขาถนัดใช้คือแผน 4-2-3-1 ที่มีสไตล์เกมรุกที่รวดเร็วซึ่ง ก็คงจะได้นำมาใช้กับการคุมทีมเชลซีอย่างแน่นอนแต่ที่น่าสนใจ คือ เชลซีมีผู้เล่นระดับที่ดีกว่าและสามารถเล่นได้ในหลากหลายแผนการ ซึ่งนั่นก็อยู่ที่ผู้จัดการทีมแล้วว่าจะใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไร แต่เชื่อได้ว่าเชลซีในกำมือของแลมพาร์ดจะสร้างเซอร์ไพรส์ต่อหน้าสายตาแฟนบอลในฤดูกาลนี้ด้วยเกมรุกที่ดุดันได้อย่างแน่นอน