ในยุคที่เศรษฐกิจไทยซบเซาเช่นนี้ ทางรอดของคนในสังคมคืออะไร

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจ เรามักจะได้ยินคนบ่นกันมากมายว่าเศรษฐกิจแย่จัง ขายของไม่ดีเลย ค่าครองชีพสูง ชักหน้าไม่ถึงหลัง เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งสำหรับใครที่พอมีฐานะที่ดีในระดับหนึ่งแล้วก็คงจะไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร แต่เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าหรือคนหาเช้ากินค่ำมากกว่าคนรวย จึงเป็นปัญหาในประเทศที่ก่อให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงาน เนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ หลาย ๆ บริษัทจึงต้องปลดพนักงานออกเพื่อความอยู่รอด เกิดเป็นปัญหาความยากจนต่อมา จนถึงปัญหาให้มีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปล้นชิงทรัพย์ หรือทำร้ายร่างกายกัน คนในยุคนี้จึงต้องอยู่กันด้วยความระแวง ระวัง ตัวใครตัวมัน ซึ่งนับว่าอยู่ยากขึ้นไปทุกวัน ๆ แล้วจะทำอย่างไรล่ะถึงจะมีทางรอด และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยได้อย่างสงบสุข วันนี้เรามีคำตอบ

ทางรอดของคนในสังคมยุคเศรษฐกิจย่ำแย่

1.อยู่แบบพอเพียง

การจะมีความสันติสุขได้ในการใช้ชีวิตเราต้องปรับที่ใจของตัวเองก่อน คือต้องรู้สถานะของตัวเอง ว่ามีรายได้เท่าไหร่ ปรับการใช้จ่ายให้เพียงพอกับรายได้ของตน ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เราอยู่รอด หากมันไม่พอจริง ๆ ก็ต้องหารายได้เพิ่ม ขยันทำงานให้เพิ่มขึ้น

2.สร้างความอิ่มใจ

ในยุคที่เศรษฐกิจดีเราอาจเคยใช้จ่ายอุดมสมบูรณ์ อยากได้อะไรก็ได้ แต่ในยุคเศรษฐกิจทรุดลงแบบนี้ เราจะต้องปรับตัวเองให้เป็นเหมือนแก้วน้ำใบเล็ก สามารถเติมน้ำน้อยได้เต็มแก้ว เปรียบเหมือนเราพึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ มันเติมเต็มชีวิตเราให้มีความสุขได้แบบไม่รู้สึกขาดหรือกระหาย

3.ไม่หวังรวยทางลัด

อะไรก็ตามที่เป็นความเสี่ยงหรือความเสียหายของทรัพย์สินเราจะไม่ทำ เช่น หวังรวยทางลัด โดยการเล่นหวย เล่นการพนัน เล่นแชร์ เป็นต้น เพราะได้มาก็ต้องมีอันเสียไปมันเป็นสัจธรรมตายตัว อย่างที่เราเห็นว่าบางคนได้แล้วอยากได้อีก จนเอาบ้าน รถ ที่ดิน ไปเดิมพัน สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย

4.รอจังหวะที่เหมาะสม

ระหว่างนี้เราก็ขยันทำงานหารายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัวไปก่อน จนกว่าจะมีเงินขึ้นมาบ้าง เราจึงค่อยมองหาช่องทางที่จะทำอะไรเพิ่มให้เงินมันงอกเงยขึ้นมาได้ หรือพูดอีกอย่างว่า รอคอยจังหวะและโอกาสที่ดีและเหมาะสมในการขยับขยายฐานะครอบครัวนั่นเอง

5.หลีกห่างคนพาล

ขึ้นชื่อว่าคนพาล ก็มักจะนำเรื่องเดือดร้อนกายใจมาให้ ดังนั้นการไม่คบมิตรชั่ว และหลีกห่างคนพาล จึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันภัยที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว เราควรคบแต่กัลยาณมิตรที่จริงใจ ชักจูงให้กำลังใจ และแนะนำเราไปสู่หนทางที่ดี

และทั้งหมดนี้ก็เป็นทางอยู่รอดของพวกเราในยุคเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสงบสุข ขยันทำงานให้มีเงินทุนสักก้อน รอคอยจังหวะและโอกาสดี ๆ เพื่อขยับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นต่อไป


วงการบันเทิงที่เปลี่ยนไปกับบทบาทใหม่ในสังคมไทย

เมื่อพูดถึงวงการบันเทิงในบ้านเรายุคปัจจุบัน ได้มีการเปิดกว้างเสรีมากขึ้น จากเก่าก่อนเราจะได้ดูรายการบันเทิงต่าง ๆ ผ่านทางทีวีของแต่ละช่อง ที่มีผลงานให้เราติดตามหรือชื่นชอบจากดารา นักแสดง นักร้อง ที่สังกัดทางช่องหรือทางค่ายเท่านั้น ซึ่งรายได้สำหรับคนที่ทำงานในวงการบันเทิงอย่างดารา นักแสดง นักร้อง นั้นดีมาก เพราะแบรนด์ต่าง ๆ สามารถทำการตลาดสร้างยอดขายที่ดีได้จากการลงโฆษณาทีวีคั่นรายการ โดยใช้นักร้องนักแสดงเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโฆษณาสินค้า ดังนั้นจะมีคนที่เด่นดังเพียงเฉพาะบางกลุ่ม ผิดกับยุคปัจจุบันที่วงการบันเทิงไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มดารานักร้องนักแสดงในทีวีเท่านั้น แต่การบันเทิงได้กระจายไปสู่ผู้คนให้ได้แสดงความรู้ ความสามารถ ความสนุก สร้างสีสัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ด้วยช่องทางโซเชียลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยูทูป อินสตราแกรม เฟสบุ๊คไลฟ์ โดยไม่ได้จำกัดรูปร่าง หน้าตา ฐานะ ระดับการศึกษา แต่ประการใด แค่กล้าแสดงออก มีความเป็นธรรมชาติ และเป็นเอกลักษณ์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้คนมากมายให้ความสนใจเข้ามาชื่นชอบและกดติดตามกันเป็นแสนเป็นล้านคนทีเดียว เรียกว่าดังข้ามคืนกันเลย เพราะแท้จริงแล้วทุกคนก็เป็นทั้งผู้กำกับละครและนักแสดงในบทบาทชีวิตของตัวเองทั้งนั้น คนทุกคนในโลกที่เล่นโซเชียล มีโอกาสที่จะสร้างสีสันความบันเทิงด้วยกันได้ทั้งสิ้น แค่กล้าที่จะทำ

บทบาทของการบันเทิงที่มีต่อสังคมไทย

1.กระจายรายได้ให้กับคนในประเทศ

จากเดิมที่แบรนด์ต่าง ๆ จะทำการตลาดทางทีวี โดยจ้างพรีเซ็นเตอร์แพง ๆ ปัจจุบันได้เพิ่มรูปแบบ โดยการเข้ามาติดต่อทำการโฆษณา ทางโซเชียลที่นิยมกันอย่างช่อง ยูทูป โดยผ่านช่องของเราที่มีคนติดตามมาก ๆ และยูทูปก็จ่ายเงินให้กับเราค่าโฆษณาที่มีแบรนด์มาว่าจ้าง ซึ่งเป็นการกระจายรายได้ที่กว้างขึ้นสู่ผู้คนภายในประเทศ

2.ได้สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์มากมาย

เพราะในปัจุบัน นอกจากความบันเทิงแล้ว ก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่มีความรู้ความชำนาญในสาขาอาชีพของตัวเอง ได้ออกมาแบ่งปันข้อมูลสาระ และความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้คนที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสอนภาษา ความรู้ทางธุรกิจ แชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิตต่าง ๆ การจะก้าวข้ามปัญหา เหล่านี้เป็นต้น

3.ผ่อนคลายความเครียด

สำหรับหลาย ๆ คนที่ทำงานเหนื่อย ก็อยากพักสมองโดยการดูรายการที่ผ่อนคลายสมอง เรียกเสียงหัวเราะ สร้างรอยยิ้ม ก็สามารถดูได้สะดวกทางโซเชียลซึ่งมีหลากหลายความบันเทิงตามชอบ โดยไม่จำเป็นต้องดูเฉพาะทางทีวีที่จำกัดช่องเหมือนเก่า

 4.สร้างแรงบันดาลใจ

เนื่องจากคนไทยชอบตามกระแส ดังนั้นหากมีคนที่พวกเค้าชื่นชอบและติดตาม ได้ออกมาแชร์ถึงความยากลำบากที่เคยได้รับแล้วก้าวข้ามมันมาได้จนร่ำรวย ประสบความสำเร็จ ก็จะสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างที่ดีขึ้นมาได้

และนี่จึงเป็นการบันเทิงรูปแบบใหม่ในบ้านเรา ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายครบวงจร ใครชื่นชอบแนวไหนก็จะไปติดตามคนในกลุ่มสาขานั้น ๆ ซึ่งหากนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของตนเองแล้วก็จะเป็นการเสพการบันเทิงอย่างมีคุณค่านั่นเอง


สินค้าไทยเป็นที่ต้องการของประเทศไหน เราจะส่งออกสินค้าอะไร ที่สร้างยอดขายและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดี

อย่างที่รู้กันดีว่าในยุคที่มีความทันสมัยทางด้านเทคโนโลยี การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศจึงมีความสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัว ไม่ว่าจะขนส่งทางอากาศ ทางน้ำ หรือทางบก รวมทั้งการติดต่อสื่อสารทำการค้ากันก็สะดวกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลมาเจอตัวกันให้เสียเวลาเหมือนยุคก่อน ๆ  แค่มีการติดต่อสอบถามกันทางช่องทางเว็บไซต์หรือเว็บเพจก็ตกลงซื้อขายกันได้แล้ว จึงนับว่าไม่ใช่เรื่องยากหากเราคิดจะทำการค้าระหว่างประเทศ และการทำการตลาดนั้นก็ง่าย เพราะมีช่องทางโซเชียลต่าง ๆ ไม่ว่าจะทางยูทูป กูเกิล หรือแม้แต่ไลฟ์สดทางเฟสบุ๊ค ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างไกลทั่วโลก

แต่ก่อนที่เราจะทำการค้าระหว่างประเทศนั้น เราจะต้องศึกษาวิเคราะห์ให้ดีเสียก่อนว่า ประเทศไหนที่เค้าให้ความเชื่อถือและสนใจสินค้าจากประเทศไทย ยอดขายที่เป็นสถิติที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาจากประเทศอะไร และสินค้าแบบไหนที่ชาวต่างชาติต้องการ รวมถึงเงินทุนที่เราจะใช้ในการทำธุรกิจ เพียงพอต่อการผลิตสินค้าส่งออกอย่างมีมาตรฐานตรงตามความต้องการของลูกค้าหรือไม่ ซึ่งวันนี้เรามีข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำการค้าระหว่างประเทศมาฝากกัน สำหรับใครที่ยังไม่มีความรู้เบื้องต้นเลย และนี่ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้มหาศาลให้คุณจากการส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

ประเทศที่ให้ความสนใจและต้องการสินค้าไทย ที่เราควรทำการค้าด้วย คือ ประเทศจีน

จีน เป็นประเทศที่มีกำลังในการผลิตสินค้าค่อนข้างสูง ประเทศต่าง ๆ ได้มาจ้างโรงงานจีนในการผลิตสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ออกมามากมายหลากหลายรูปแบบ แม้แต่ประเทศไทยเอง เพราะต้นทุนการผลิตที่จีนนั้นต่ำ เครื่องมือเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ถือเป็นเจ้าพ่อแห่งเทคโนโลยีในเอเชียเลย แต่ทำไมประเทศจีนยังคงต้องการสินค้าจากประเทศไทยล่ะ คำตอบคือ คนจีน มีความหลงใหลและชื่นชอบในความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เค้าเชื่อว่าสินค้าไทยดีและมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป ในรูปของอาหารแช่แข็ง อาหารอบแห้ง อย่างผัดไทย ต้มยำกุ้ง ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เช่น หมอน ที่นอน สมุนไพรไทย ทั้งยาหอม ยาบำรุงกำลัง และยาทาแก้ปวดเมื่อย ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ดูได้จากยอดสถิติที่จีนซื้อสินค้าจากประเทศไทยไป มียอดเงินรวม 995,000 ล้านบาททีเดียว และมีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ

ดังนั้นหากใครคิดจะส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ จีน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากที่สุดตอนนี้ เพราะสินค้าไทยมีความเป็นไทยที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นหากคุณจะเลือกส่งออกอะไร ก็ให้คำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคด้วยว่าพวกเค้าให้ความสนใจและชื่นชอบกับอะไรเป็นพิเศษ ที่สำคัญในปัจจุบันการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานนั้นก็ง่าย เพียงคุณไปจ้างโรงงานที่รับผลิตสินค้าส่งออก ซึ่งจะทำให้คุณมั่นใจถึงคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และต้นทุนการผลิตก็ไม่ได้แพงมาก ทั้งนี้คุณควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งออกให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดหรือเสียหายใด ๆ ตามมาCategory: การค้าระหว่างประเทศ


ความภูมิใจของธุรกิจเกษตร กับผักออร์แกนิค ส่งมอบคุณค่าสู่ผู้บริโภค

เราจะเห็นว่าพืชผักผลไม้ที่เราบริโภคกันในยุคปัจจุบันนี้ มันมีสารพิษจากยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่าง ๆ จากปุ๋ยเจือปนมาด้วย เพราะในการทำการเกษตรเพื่อจำหน่ายสู่ท้องตลาดนั้นจำเป็นที่จะต้องมีผลผลิตที่ดี ทั้งความสวยงามความดกของพืชผัก ขนาดรูปลักษณ์ของผักผลไม้ที่ได้มาตรฐานและสีสันสดใสที่ชวนให้น่ารับประทาน ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่ชาวเกษตรกรจะไม่ใส่ปุ๋ยเคมี หรือฉีดยากำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าแมลงในการทำการเกษตร เพราะพวกเค้าต้องการผลผลิตที่ดีที่สร้างรายได้สมกับที่ลงทุนลงแรงไป

ซึ่งวิวัฒนาการทางด้านการเกษตรในยุคสมัยใหม่ ก็ได้มีการค้นคว้าวิจัย พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสาน อย่างเช่น การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่กำลังเป็นที่นิยม ที่ไม่ต้องใช้ดินในการปลูก แต่ปลูกในน้ำที่ละลายธาตุสารอาหารต่าง ๆ ของพืช ให้พืชดูดซึมไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่หากไม่มีการควบคุมที่ดีจากเกษตรกร ก็จะมีสารไนเตรตที่สูงติดไปกับผักเมื่อไปรวมตัวกับสารอื่นในร่างกายเราแล้ว จะก็ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ จึงนับว่ายังไม่มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ดังนั้นจึงได้มีการรณรงค์การปลูกผักแบบแนวเกษตรอินทรีย์ ที่ปราศจากสารเคมีขึ้นมา ที่เรียกว่า ออร์แกนิค (Organic) หนึ่งในความภูมิใจของชาวเกษตรกรร่วมกับสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ที่ได้ส่งมอบคุณค่า ผักปลอดสารพิษสู่ผู้บริโภค ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จัก ผักออร์แกนิค กันว่ามันเป็นอย่างไร

มารู้จักผักออร์แกนิคกัน

ผักออร์แกนิค คือ ผักเกษตรอินทรีย์ที่ปลูกด้วยกระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมด ปราศจากการใช้สารเคมี ทั้งจากยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมีต่าง ๆ โดยเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมักแทน และใช้พืชผักจากธรรมชาติมาทำเป็นสารกำจัดวัชพืชแทน ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดินให้ปราศจากสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในดินเป็นเวลาถึง 3 ปี จนถึงกระบวนการผลิตที่ใช้ธรรมชาติทดแทนสารเคมีทั้งหมด จนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยว ที่ต้องได้รับการรับรองจากองค์การตรวจสอบอิสระ Accredited ของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ที่ต้องทำการตรวจสอบผักเสียก่อนแล้วจึงประทับตราว่าผักนี้ปลอดภัยจากสารพิษและสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนนำออกไปจำหน่ายสู่ผู้บริโภคต่อไป

และนี่จึงนับว่าเป็นความภูมิใจสำหรับวงการเกษตร ที่สามารถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค ที่สำคัญผู้คนทั่วโลกให้การตอบรับดีมาก ผักออร์แกนิคจึงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เป็นธุรกิจการเกษตรที่สร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรไม่น้อย เพราะนอกจากความต้องการในประเทศไทยแล้วยังสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้อีก และสำหรับใครที่สนใจธุรกิจนี้ อยากปลูกผักออร์แกนิคดูก็เป็นการสร้างรายได้ที่ดีอีกช่องทางหนึ่ง ที่สำคัญได้อยู่กับธรรมชาติก็เป็นการใช้ชีวิตที่สงบสุขราบรื่นไปอีกแบบ


ถ้ามีเงินสักก้อนจะทำอะไรดี ที่ต่อยอดเงินและให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร

สำหรับใครหลาย ๆ คนที่พากเพียรอุตสาหะทำงานมาจนมีเงินเก็บได้สักก้อนแล้ว กำลังมองหาหนทางว่าจะไปทำอะไรดีที่จะต่อยอดเงินก้อนนี้ให้งอกเงยขึ้นมาได้ หากจะนำไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ยก็ดีนะ มันไม่มีความเสี่ยงอะไร แต่ดอกเบี้ยที่ได้ก็น้อยนิด ซึ่งเชื่อว่า หลาย ๆ คนหาเงินมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก พอมาถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ก็อยากจะพัก ทำงานให้น้อยลง และให้เงินทำงานแทนเราบ้าง แต่จะมีหนทางใดล่ะ ที่จะต่อยอดเงินของเราที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร วันนี้เรามีช่องทางสร้างรายได้ให้เงินงอกเงยด้วยช่องทางต่าง ๆ นี้ โดยไม่มีความเสี่ยงใด ๆ อยากรู้แล้วใช่ไหม งั้นเราไปดูกันเลย

ช่องทางสร้างรายได้ให้เงินต่อเงินแบบไม่มีความเสี่ยง

ซื้อสลากออมสิน ซึ่งมันคือการออมเงินชนิดหนึ่ง เหมือนการฝากเงินประจำ ซึ่งได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ได้ทุกเดือน ซึ่งสูงสุดรางวัลละ 10 ล้านบาท 3 รางวัล เรามีสิทธิ์ถูกรางวัลได้ 36 ครั้ง ซึ่งรางวัลจะออกทุกวันที่ 16 ของเดือน โดยสลากออมสินนั้น ทางธนาคารจำหน่ายแบบมีอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท และเมื่อครบกำหนดระยะเวลา ก็จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยกลับคืนมา การซื้อสลากออมสิน เหมาะกับผู้ที่ต้องการการลงทุนระยะยาว ต้องการความเสี่ยงต่ำ และเงินนั้นต้องเป็นเงินเย็น ไม่เดือดร้อนแบบต้องขายสลากออมสินหรือถอนเงินออกมาใช้ก่อนครบกำหนด 3 ปี ไม่เช่นนั้นแทนที่เราจะได้กำไร เรากลับต้องเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารนั่นเอง

การซื้อขายสกุลเงิน เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่ดี เราสามารถนำเงินไทย ไปแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีความแข็งตัว อย่างสกุลเงินตรา นิวซีแลนด์-dollar, ออสเตรเลีย- dollar, สิงคโปร์-dollar สวิตเซอร์-franc สกุลยูโร ซึ่งเราสามารถทำกำไรได้ในทุกสัปดาห์เมื่อเกิดส่วนต่าง เช่น เราซื้อเงินสกุลนิวซีแลนด์ ตอนราคาต่ำสุดที่ราคา 21 บาท ใน 1 สัปดาห์ หากค่าเงินขยับขึ้นสูงสุดที่ 28 บาท เราก็นำไปแลกเงินไทยกลับมา ได้ส่วนต่างที่เป็นผลกำไรในแต่ละสัปดาห์ เพียงเท่านี้ก็สามารถแปลงเงินก้อนนี้ของคุณให้เพิ่มทวีคูณขึ้นและเกิดความมั่นคงได้

ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยการซื้อหรือเช่าอพาร์ทเม้นท์ที่มีทำเลใกล้ห้างสรรพสินค้า ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ให้ผู้อื่นเช่าต่อ เพื่อมีรายได้จากส่วนต่างของค่าเช่าในกรณีที่เราเช่าไม่ได้ซื้อ หรือถ้ามีเงินทุนมากหน่อยก็ลงทุนซื้อครั้งเดียวและมีรายได้ในระยะยาวไปเลย

และทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของแต่ละคน ใครสนใจแบบไหนก็ลองนำช่องทางต่อเงินเหล่านี้ไปใช้กันดู ทั้งนี้ควรศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาผู้รู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงให้ละเอียดและเข้าใจถ่องแท้ก่อนที่จะลงมือทำ เพื่อจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของคุณ


ลงทุนแบบไหนในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ที่ไม่เจ๊ง และมีความเสี่ยงน้อย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุควิกฤติ ข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพสูง รายได้แต่ละเดือนแทบไม่พอกับรายจ่าย เกิดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม คนรวยก็รวยเอาแบบไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บที่ไหน ส่วนคนจนก็จนแบบชักหน้าไม่ถึงหลัง มีแค่ค่าเลี้ยงชีพให้อยู่ได้ไปวัน ๆ เท่านั้น ซึ่งปัญหานี้มีมานานมากและมันไม่เคยหมดไปจากสังคมไทย

ดังนั้นการจะลงทุนทำธุรกิจอะไรคุณจะต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน ว่ากลุ่มผู้บริโภคของคุณคือใคร หากเป็นกลุ่มคนรวยมีฐานะคุณก็จะต้องสร้างแบรนด์ที่ดี น่าเชื่อถือ สร้างสินค้าที่มีคุณค่าต่อความรู้สึกที่กลุ่มคนเหล่านี้พร้อมจะควักเงินจ่าย แต่หากเป็นกลุ่มคนรากหญ้า สินค้าและบริการนั้นจะต้องจำเป็นจริง ๆ ที่พวกเค้าจะต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งในวันนี้เรามีแนวคิดในการทำธุรกิจให้เหมาะสมกับยุคเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

แนวคิดการลงทุนไม่ให้เจ๊งในยุคเศรษฐกิจแบบนี้

1.เลือกกลุ่มผู้บริโภค

คุณต้องเลือกก่อนว่าต้องการขายสินค้าและบริการให้คนกลุ่มไหน คุณมีงบประมาณที่จะลงทุนเท่าไหร่  ที่เหมาะสมกับการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนั้นได้ เช่น คุณมีทุนอยู่ 30,000 คุณก็ต้องเลือกกลุ่มผู้บริโภคระดับรากหญ้าหรือปานกลาง ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าเค้าจะมาซื้อสินค้าและบริการของคุณ

2.วิเคราะห์และดูความต้องการของตลาด

 คุณต้องดูว่าตลาดผู้บริโภคนั้น ต้องการอะไรมากที่สุดในยุคเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ อะไรที่ยังคงขายได้ และจะไม่มีวันตกเทรนด์ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น คุณจะต้องวิเคราะห์มันออกมาให้เห็นภาพชัดเจน

3.มีความชำนาญในธุรกิจที่จะทำ หากคุณมีความชำนาญในธุรกิจที่คุณทำ ก็จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าพึงพอใจในสินค้าและบริการของคุณได้ แต่หากคุณรักชอบที่จะทำแต่ยังไม่มีความชำนาญก็ต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองจนมีความเป็นมืออาชีพเสียก่อนถึงจะเปิดธุรกิจ อย่ากระโดดไปทำในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดเด็ดขาด

4.ศึกษาข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับธุรกิจ ดูความคุ้มค่า คุณต้องศึกษาถึงต้นทุนทั้งหมดที่ต้องลงทุนในครั้งแรก ในแต่ละวันแต่ละเดือน ว่ามันคุ้มค่าไหมกับรายได้ที่คุณจะได้กลับมา

5.วางแผนธุรกิจในทุกขั้นตอน

ตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้งที่ดี อาจทำแบบสอบถามคนระแวกนั้นว่าหากมีธุรกิจหรือร้านค้าแบบนี้มาเปิด พวกเค้าจะเข้าไปอุดหนุนไหม รูปแบบร้านค้าหรือออฟฟิศของเรา จะต้องดูดีและเหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคของเรา

6.ทำการตลาดทุกช่องทาง

ไม่ว่าจะเป็นการแจกโบรชัวร์ การติดป้ายโฆษณา การโฆษณาทางออนไลน์ เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักและสร้างยอดขายที่ดีได้

และทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยในยุคเศรษฐกิจซบเซา และโอกาสที่จะเจ๊งก็ไม่มี หากคุณนำแนวคิดทั้งหมดนี้ไปใช้ ที่สำคัญจะทำธุรกิจอะไร ควรลงทุนด้วยแรง และสมอง ให้มากกว่าการลงทุนด้วยเงิน


เกษตรประยุกต์ กับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่กำลังเป็นกระแสนิยมในบ้านเรา

ด้วยวิวัฒนาการโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่วงการเกษตรกรรมในบ้านเรายังได้มีการพัฒนาไปไกล จากพืชผักที่เราเคยปลูกได้แค่บนพื้นดิน อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติจากดิน น้ำ และแสงแดด เพื่อให้พืชเจริญเติบโตออกดอกออกผล ปัจจุบันได้มีการคิดค้นเกษตรแนวประยุกต์ ที่สามารถปลูกพืชผักได้โดยไม่ต้องใช้ดิน ที่มีชื่อทางการเกษตรว่า ไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งพันธุ์ผักที่ใช้ปลูกส่วนมากจะเป็นผักเมืองหนาวตระกูลผักกาดหอม หรือผักสลัดต่าง ๆ เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เป็นต้น ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับเกษตรกรรมแนวใหม่นี้ ว่ามันเป็นอย่างไร มีข้อดีและข้อควรระวังอะไร

การปลูกพืชผักไฮโดรโปนิกส์

 เป็นการปลูกพืชผักในน้ำหรือวัสดุปลูกทดแทนรูปแบบอื่น ๆ ที่ใช้สารสกัดทางเคมีที่เลียนแบบแร่ธาตุต่าง ๆ ตามธรรมชาติที่พืชต้องการ มาเป็นอาหารของพืชในการเจริญเติบโตแทนกระบวนการทางธรรมชาติ โดยการละลายน้ำฉีดพ่น หรือปลูกพืชผักลงในภาชนะที่มีน้ำผสมสารละลายอาหารพืชนี้ โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเหมือนกับการปลูกพืชผักลงดินแบบเดิม ๆ

ข้อดีของการปลูกพืชผักแบบไฮโดรโปนิกส์

 ข้อดีของมันคือ ขั้นตอนการปลูกนั้นไม่ยุ่งยาก ง่ายและสะดวก ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่บริเวณกว้างเหมือนการปลูกพืชผักลงดิน สามารถปลูกในบ้าน และในบริเวณที่มีพื้นที่แคบหรือจำกัดได้

ข้อควรระวังในการปลูกพืชผักแบบไฮโดรโปนิกส์

เนื่องจากสารอาหารพืชที่ถูกสกัดขึ้นมามีส่วนผสมของไนเตรต ซึ่งเป็นองค์ประกอบของไนโตรเจนสูง โดยพืชจะดูดซึมสารดังกล่าวนี้ได้ตลอดเวลา เนื่องจากแช่อยู่ในน้ำที่มีสารดังกล่าว โดยนำสารไนเตรตนี้ไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ และสะสมไว้ในใบและลำต้น ซึ่งเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่บริโภคเข้าไป เนื่องจากไนเตรตจะถูกย่อยให้กลายเป็นไนไตรท์ เมื่อรวมกับสารอาหารอื่น ๆ ที่เราบริโภคเข้าไปด้วย จะกลายเป็นสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมให้พืชรับสารละลายธาตุอาหารนี้เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน ไม่เช่นนั้นไนเตรตจะเข้าไปสะสมในพืชผักจนเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ซึ่งเกษตรกรจะทำการลดไนเตรต โดยงดเว้นการให้อาหารพืชจากสารละลายธาตุอาหารพืชที่มีไนเตรตนี้ 1-2 วันก่อนการเก็บเกี่ยวพืชผักไปขายสู่บริโภค

สรุปก็คือการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์นี้เป็นนวัตกรรมที่ก้าวล้ำทางการเกษตร ที่มีความสะดวกง่ายดายและมีผลตอบแทนที่ดี ที่สำคัญปลอดจากสารพิษจากยาฆ่าแมลง แต่ต้องมีการควบคุมสารไนเตรตจากสารละลายอาหารพืช ไม่ให้พืชรับเข้าไปมากจนสะสมในใบและลำต้น ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของเกษตรกรแล้ว

 ดังนั้นเราในฐานะผู้บริโภค ก็ควรเลือกซื้อผักไฮโดรโปนิกส์จากแหล่งปลูกหรือจำหน่ายที่เชื่อถือได้ และมีมาตรฐานที่ดี เพราะผักไฮโดรโปนิกส์ตระกูลผักสลัด ล้วนเป็นผักที่มีประโยชน์อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย


เทคโนโลยีอันล้ำสมัยทางด้านความงาม เนรมิตคนธรรมดา ให้สวยหล่อขึ้นได้จริงหรือ

เราจะเห็นว่า ในยุคปัจจุบันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตากันทั้งนั้น ยิ่งวิวัฒนาการทางด้านความงาม ที่ได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ เกี่ยวกับการเสริมแต่งอย่างครบวงจร จึงทำให้คนที่มีรูปร่างหน้าตาธรรมดา ๆ ดูสวยดูหล่อขึ้นมาอย่างกับคนละคน ซึ่งแน่นอนค่าใช้จ่ายอาจจะสูง แต่สำหรับใครที่คิดว่ามันคือการลงทุนให้ตัวเองก็คงจะคุ้มค่า เพราะสิ่งที่พวกเค้าได้มามันคือความสุข ความมั่นใจ ที่จะดำเนินชีวิต ทั้งเอื้อประโยชน์ต่อหน้าที่การงาน เวลาพบปะผู้คนหรือลูกค้า บุคลิกภาพและรูปร่างหน้าตาที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ยิ่งยุคสมัยที่คนยึดติดในรูป การมีรูปร่างหน้าตาที่ดีจึงช่วยดึงดูดผู้คน ทำให้มีทั้งงาน เงิน ตามเข้ามามากมาย ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักเทคโนโลยีด้านความงามที่กำลังมาแรงในยุค 2019 นี้ เผื่อใครต้องการปรับปรุงรูปร่างหน้าตาให้ดีขึ้นก็สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ได้ มีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

เทคโนโลยียอดฮิตด้านความงามในยุค 2019

1.Hifu Lift เป็นเทคโนโลยีการนำคลื่น Ultrasound มาใช้ในการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย และยกกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ เพราะมันทำหน้าที่ไปกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินได้ลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความหย่อนยานของใบหน้า เป็นนวัตกรรมที่ให้ผลเทียบเท่ากับการผ่าตัดดึงหน้า แต่ข้อดีกว่าคือไม่เจ็บ ไม่ต้องพักรักษาแผลจากการผ่าตัดค่าใช้จ่ายถูกกว่า ประหยัดเวลา และคลื่น Ultrasound ที่นำมาใช้ก็มีความปลอดภัยสูง ที่สำคัญมันเห็นผลทันทีหลังทำ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่ได้รูป ไม่กระชับ และมีริ้วรอย เพราะเทคโนโลยี Hifu Lift นี้จะไปช่วยยกกระชับปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้รูป ลดแก้ม ลดเหนียง ลดริ้วรอย อย่างได้ผลชัดเจน

2.การฉีดวิตามินผิว เป็นเทคโนโลยีการนำวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ได้ผลิตขึ้นมาโดยทีมแพทย์เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ มีคุณสมบัติในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินให้กับผิว ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวล และไม่ไวต่อแดด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวคล้ำเสีย ต้องการดูแลเป็นพิเศษ หรือผู้ที่ต้องการมีผิวขาวใสอมชมพู

เทคโนโลยี Lipomassage คลินิกเสริมความงามที่ชื่อเสียงบางแห่ง ได้นำเครื่องมือตัวนี้เข้ามาจากต่างประเทศ ใช้กลไกการทำงานด้วยพลังงานธรรมชาติ เร่งการเผาผลาญไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และกระตุ้นให้ร่างกายขับของเสียออกมาทางเหงื่อ ปัสสาวะ ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายดี กระตุ้นการสร้างอีลาสตินและคอลลาเจนที่ลึกระดับโครงสร้างผิว ทำให้เผยผิวใหม่ที่เนียนกระชับ เฟิร์มขึ้น ข้อดีคือไม่เจ็บ ไม่ต้องนอนพักฟื้น และค่าใช้จ่ายถูกกว่าการดูดไขมันมาก

และนี่ก็คือคำตอบว่า เทคโนโลยีที่ทันสมัยเปลี่ยนคนธรรมดา ๆ ให้สวยหล่อขึ้นได้จริง ใครมีปัญหาความงามด้านไหน ต้องการมีรูปร่างหน้าตาให้ดีขึ้นอย่างไร ก็ลองศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อจะได้ตอบโจทย์ความงามได้ตรงจุดกับที่คุณต้องการ


ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ กับ อาหารแนวธรรมชาติบำบัด ช่วยให้ห่างไกลโรคร้าย

วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปมาก อาหารการกินที่เรารับประทานเข้าไปก็ปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งเนื้อแดงในหมู สารเร่งการเจริญเติบโตในไก่ สารฟอร์มาลีนในอาหารทะเล ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะทำให้สารพิษเข้าสู่ร่างกายได้น้อยที่สุด และขณะเดียวกันจะทำอย่างไรถึงจะล้างสารพิษดังกล่าวออกจากร่างกายได้ ไม่ตกค้างในลำไส้ อาหารแนวธรรมชาติบำบัดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับผู้คนที่รักสุขภาพ หรือผู้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายและดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ อาหารแนวธรรมชาติบำบัดว่ามันคืออะไร และส่งผลดีต่อร่างกายอย่างไร ผู้คนถึงให้ความสนใจกันมากในปัจจุบัน

มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในวิถีมังสวิรัติ ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช เพราะลักษณะทางกายภาพของมนุษย์นั้นแตกต่างกับสัตว์กินเนื้อ โดยสิ้นเชิง สัตว์กินเนื้อมีระบบการย่อยอาหารที่สั้นเพียง 3 เท่าของลำตัว ทำให้เนื้อสดที่กินเข้าไปถูกย่อยสลายได้ง่ายและขับถ่ายออกมาได้เร็วก่อนที่จะมีการบูดเน่าอยู่ในลำไส้ของมัน ต่างจากมนุษย์ที่มีความยาวของลำไส้ประมาณ 12 เท่าของลำตัว ทำให้อาหารที่กินเข้าไปอยู่ในลำไส้ได้นานกว่าสัตว์ ดังนั้นหากมนุษย์กินผักผลไม้ร่างกายก็จะเป็นปกติ เพราะมันย่อยและถูกขับถ่ายออกจากร่างกายได้ง่าย แต่การกินเนื้อสัตว์จะทำให้ย่อยยาก และเกิดการเน่าเสียอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน กว่าจะได้ขับถ่ายออกมา นี่จึงเป็นสาเหตุแห่งการเกิดโรคภัยต่าง ๆ ในมนุษย์

อาหารแนวธรรมชาติบำบัดคือ

อาหารที่ถูกปรับให้ใกล้เคียงกับกายภาพของมนุษย์ โดยการนำอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยเน้นผักผลไม้ในสัดส่วนที่มากกว่าอาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และไขมัน เว้นการปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืชที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม แต่อาจใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ในการปรุงอาหารได้ เปลี่ยนจากอาหารจำพวกแป้งเดิม ๆ อย่างข้าวขาว ขนมปังขาว มาทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท มันเทศ ข้าวโพด ธัญพืชต่าง ๆ ทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่น้อยลงมาประมาณ 1 ฝ่ามือต่อวัน และควรเลือกทานเนื้อสัตว์จำพวกปลา อกไก่ เนื้อหมูไม่ติดมัน ควรปรุงอาหารให้มีรสชาติอ่อนที่สุด และงดอาหาร เครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพ อย่างน้ำอัดลม เหล้า เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เหล่านี้เป็นต้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทานอาหารแนวธรรมชาติบำบัด

1.สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น

2.มีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดี ช่วยต้านโรคภัยได้

3.หน้าตาผิวพรรณสดใส

4.อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน

5.ห่างไกลโรคร้าย อย่างโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ โรคระบบทางเดิน และลำไส้

และนี่จึงเป็นเหตุผลที่คนรักสุขภาพทั้งหลายให้ความสนใจ และหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองด้วยอาหารแนวธรรมชาติบำบัด เพราะเมื่อเราทานเนื้อสัตว์น้อยลง สารพิษในร่างกายก็ลดลงตาม และสำหรับใครที่อยากมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ ก็ลองปรับเปลี่ยนอาหารการกินตามแนวทางนี้กันดูนะ


รู้ทันวิกฤตการเงิน คนส่วนใหญ่กำลังใช้เงินอนาคต จะรับมือป้องกันอย่างไร

เมื่อพูดถึงเงินอนาคต หลายคนคงอาจสงสัยว่ามันคืออะไร เงินอนาคตก็คือ เงินที่เราไม่ได้มีมันอยู่จริง มันไม่ใช่เงินของเรา แต่เป็นเงินที่คนอื่นให้หยิบยืมหรือเสนอมาให้เราใช้ก่อน โดยที่เราก็เข้าข้างตัวเองหรือเข้าใจผิดไปว่ามันคือเงินของเรา เช่น ทางสถาบันการเงินเสนอบัตรเครดิตที่มีวงเงินสูง ๆ มาให้เราใช้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเงินที่เราใช้ไปจากบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินสด รูดซื้อสินค้า ถึงกำหนดเราก็ต้องใช้คืนเค้า และเสียดอกเบี้ยทั้งนั้น หรือเงินที่ได้มาจากเครดิตผู้ค้า ซึ่งเราเอาสินค้ามาขายได้ผลกำไรแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระคืนเงินทุนกลับไป เหล่านี้เป็นต้น จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเงินที่อยู่กับเราเป็นเงินของเราทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราควรจะใช้เงินที่เป็นผลกำไรหรือรายได้ที่เราหามาได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเลยเถิดไปใช้เงินในอนาคต นั่นหมายถึงว่าสภาวะทางการเงินของเรากำลังแย่ และเข้าสู่วิกฤติแล้ว เราจึงควรมีแนวทางป้องกันระวัง ไม่ให้สภาวะทางการเงินนั้นเกิดปัญหา จนยากที่จะแก้ไข ซึ่งในวันนี้เรามีวิธีการที่จะป้องกันและรับมือไม่ให้การเงินของคุณต้องเผชิญกับปัญหาจนถึงขั้นวิกฤต มีอะไรบ้างไปดูกัน

ป้องกันและรับมือกับวิกฤตการเงิน

1.วางแผนการใช้จ่าย

โดยดูรายได้ของตนเอง และความสามารถในการใช้จ่ายที่จะทำได้ เช่นมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท หักค่าผ่อนบ้าน 10,000 บาท ผ่อนรถ 8,000 บาท น้ำไฟ 1,000 บาท เหลือ 11,000 บาท ก็อาจเก็บไว้เป็น เงินออม 1,000 บาท เงินฉุกเฉิน 1,000 บาท เหลือ 9,000 บาท ก็เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน

2.มีวินัยทางการเงิน

หลังจากที่เรารู้ชัดแล้วว่าจะต้องจัดสรรค์การเงินอย่างไร และมีงบใช้จ่ายได้เท่าไหร่ในแต่ละเดือน เราจะต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด ใช้จ่ายแบบพอเพียง ไม่ว่าสิ่งนี้มันยั่วยุให้เราอยากได้แค่ไหน เราจะต้องอดทนไม่ใช้จ่ายจนเกินตัว

3.หยุดใช้เงินอนาคต

ไม่ว่าสถาบันการเงินจะให้วงเงินบัตรคุณมากเท่าไหร่ก็ตาม หรือคุณจะได้เครดิตจากการทำการค้าร่วมกับบริษัทต่าง ๆ แต่สิ่งที่คุณจะต้องตระหนักที่สุด คือมันไม่ใช่เงินหรือรายได้ของคุณ คุณจะต้องหยุดใช้เงินเหล่านี้ แล้วใช้แต่เงินรายได้ที่คุณได้จัดสรรค์และวางแผนเอาไว้แล้วเท่านั้น คุณจะได้ไม่ต้องมาติดลบการเงินทีหลัง

4.ต่อยอดธุรกิจ หรือหารายได้เพิ่ม

การต่อยอดธุรกิจจะสามารถสร้างรายได้ให้กับคุณเพิ่มขึ้น เพื่อยกคุณภาพชีวิตและสถานภาพทางการเงินของคุณให้ดีขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องใช้เงินอนาคต หรือห่างไกลการกู้หนี้ยืมสินได้นั่นเอง

และทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางการป้องกันและรับมือกับวิกฤตการเงินไม่ให้เกิดขึ้น และช่วยให้ห่างไกลจากการใช้เงินอนาคต ใครที่ไม่อยากให้การเงินของคุณมีปัญหาก็ลองนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ดู คุณจะได้ปลอดภัยจากการเป็นหนี้ ที่เอาเงินอนาคตมาใช้นั่นเอง