สุขภาพดีที่อยู่คู่บ้าน กับทางรอดของกระเทียมยุคเศรษฐกิจ 4.0

ข่าวสารด้านสุขภาพในยุคดิจิตอลได้ส่งตรงถึงมือ(ถือ) ของเราทุกคนได้อย่างรวดเร็ว แทบจะเรียกได้ว่าถ้าป่วยแบบกระทันหัน ก็สามารถหาอ่านวิธีแก้ไข หรือสืบค้นชนิดของยาเพื่อออกไปซื้อหามาบรรเทาอาการป่วยได้อย่างทันท่วงที และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านสุขภาพก็มีให้เลือกอ่านได้อย่างมากมาย และเทรนด์ของการทานอาหารของคนไทยก็จะมีอาหารมื้อหลัก 3 มื้อแต่มักเน้นไปที่มื้อเย็น และโดยปกติแล้วครอบครัวคนไทยก็มักจะประกอบอาหารทานที่บ้านหากมีเวลา และกระเทียมก็เป็นหนึ่งในของติดครัวไทยที่มักขาดไปไม่ได้ เนื่องด้วยมีเมนูอาหารที่ทำทานได้ไม่ยาก โดยมีกระเทียมเป็นส่วนผสมอย่าง ไก่ผัดกระเทียม หมูผัดกระเทียม ผัดผักและผัดกะเพรา ที่ต้องใช้กระเทียมเป็นตัวนำก่อนเริ่มผัด และเมนูอาหารอื่น ๆ อีกมากมายสารพัดอย่างของอาหารไทยที่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งกระเทียมนั้นถือเป็นพืชเศรษฐกิจและมีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายอย่างมากที่เราคนไทยควรรู้ไว้

กระเทียมกับคุณค่าทางโภชนาการและการป้องกันโรคต่าง ๆ

ข้อมูลเรื่องคุณค่าทางโภชนาการของกระเทียม จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในภาครัฐเองก็ได้มีนโยบายสนับสนุน ในเรื่องของการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยบริโภคอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ และเป็นประโยชน์จากอาหารที่หุงหาได้ภายในครัวเรือน นั่นเป็นเรื่องที่เหมาะสมในการที่จะหยิบประโยชน์และคุณค่าทางโภชาการของกระเทียมมาบำรุงสุขภาพกันในทุกวัน เพราะกระเทียมนั้นมีประโยชน์มากมาย เรียกได้ว่าจากข้อมูลวิจัยก็มีมากถึงเกือบห้าสิบข้อเลยทีเดียว

แต่จะขอยกตัวอย่างสักสิบข้อที่โดดเด่นในการช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ดังนี้ คือ ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีจึงเหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ช่วยแก้อาการหอบ หืดและช่วยรักษาโรคหลอดลม ช่วยป้องกันการเกิดโรคไต รวมถึงช่วยป้องกันไข้หวัด ยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ด้วยสรรพคุณที่ดีเหลือเกินขนาดนี้

จึงเป็นเรื่องน่ายินดีของคนไทยที่เรามีของดีอยู่ใกล้ตัว ด้วยข้อมูลจาก USDA Nutrient database ก็พบว่าคุณค่าทางโภชนาการของกระเทียมก็มีอย่างครบถ้วนในส่วนของวิตามินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี1, 2 วิตามิน C และแร่ธาตุพวกแคลเซียม, ฟอสฟอรัส, เหล็ก, โซเดียม, โปตัสเซียม และยังมีสารอาหารที่น่าสนใจ อยู่อีก 2 ชนิดด้วยกัน คือ ซีลีเนียมและวิตามิน B1 ชนิดพิเศษ

ดังนั้นการทานกระเทียมจึงเป็นเรื่องที่คนไทยที่รักสุขภาพควรบริโภคให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและผู้เป็นที่รัก เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยกัน แถมยังช่วยกันอุดหนุน สร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรคนไทยได้มีรายได้ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

 


มาร์เวล ค่ายหนังแสนล้าน บุกตลาดโลกภาพยนตร์ โกยกำไรผ่านซุปเปอร์ฮีโร่

หากกล่าวถึงวงการภาพยนตร์ในศตวรรษนี้ คงปฏิเสธเรื่องกระแสความฮิตและคลั่งไคล้เหล่าซุเปอร์ฮีโร่ต่าง ๆ ไปไม่ได้ และแน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงซุปเปอร์ฮีโร่ ก็ต้องนึกถึงจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (Marvel Studio) ผู้ผลิตหนังฮีโร่ที่คุ้นเคยทั้งหลายและเป็นเหล่าขวัญใจมหาชนอย่างปฏิเสธไม่ได้ เช่น ไอรอนแมน สไปเดอร์แมน เทพเจ้าสายฟ้าธอร์ มนุษย์ตัวเขียวจอมพลังอย่างเดอะฮัค และผองเพื่อนอื่น ๆ อีกล้นหลาม ที่เมื่อปลายเดือนเมษายน 2018 ได้ปล่อยตัวภาพยนตร์เรื่อง The Avengers: Infinity War ที่รวบรวมสุดยอดซุปเปอร์ฮีโร่มาเอาใจคอหนัง จนขายดิบขายดีได้รับรายได้ถล่มทลายเป็นจำนวนถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเพียง 11 วันที่ออกฉาย และในเมืองไทยเองก็ได้ครองอันดับภาพยนตร์ที่มีการจองตั๋วล่วงหน้ามากที่สุดในประวัติศาสตร์มาแล้ว

ความต้องการ จินตนาการ และอรรถรสที่เพิ่มขึ้นในการดูภาพยนตร์

ด้วยกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้ชมในหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่อย่างนี้ ค่ายภาพยนตร์ 20th Century Fox ก็ได้ชิงส่งต่อความสะใจแบบเดือด ๆ ถึงผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ด้วยภาพยนตร์ที่กล่าวกันว่า ไม่มีเรื่องใดจะมีบทภาพยนตร์ของฮีโร่ที่มีความเกรียน ความกล้าบ้าบิ่นแบบหลุดโลกมากไปกว่านี้อีกแล้ว นั่นก็คือเรื่อง DeadPool ภาค 2 ที่เป็นภาพยนตร์ฮีโร่ติดเรท R หมายถึง ห้ามเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 17 ปีเข้าชม ถ้าไม่มีผู้ปกครองไปให้คำแนะนำอยู่ด้วย ซึ่งหนังก็ไม่เหมาะกับเยาวชนจริง ๆ เพราะมีเนื้อหาบทสนทนาและความรุนแรงในหนังมากทีเดียว แต่ด้วยเสน่ห์ของฮีโร่หน้ากากแดงชุดแดงพร้อมดาบคู่มาตะลุยสู้อย่างบ้าคลั่ง เพื่อช่วยชีวิตเด็กชายตัวใหญ่ที่มีพลังวิเศษ และพยายามเตือนสติให้โตไปเป็นคนดี ก็โดนใจผู้ชมขาประจำที่ตามติดมาจากภาคแรกจนทำให้รายได้รวมในช่วงเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกอยู่ที่ 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมยังเป็นหนังที่มีสถิติเปิดตัวนอกประเทศด้วยรายได้สูงสุดของค่ายไปอีกด้วย เรียกว่าเงินสะพัดค่ายกันไปเลย

นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมในวงการภาพยนตร์ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา จึงมีการสร้างภาพยนตร์ที่เป็นแนวซุปเปอร์ฮีโร่ออกมามากมาย แถมยังเป็นภาคต่ออีกต่างหาก เพราะคนในยุคนี้ยินดีที่จะจ่ายเงิน เพื่อแลกกับการเสพความบันเทิง ที่มาพร้อมกับตัวเอกที่มีความเหนือธรรมชาติ และเนื้อเรื่องที่สามารถนำพาจินตนาการที่เกินกว่าชีวิตปกติจะมีได้ รวมถึงความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นของทีมผู้สร้างในการสร้างภาพยนตร์ด้วยการนำเทคโนโลยีล้ำยุคอย่าง CG หรือ Computer Graphic มาใช้ในการดึงความรู้สึกผู้ชม สร้างความสนุกสนาน และความสะใจที่เหมือนจริงได้มากยิ่งขึ้น จนตัวลอยออกจากโรงภาพยนตร์กันไปเลย

 


โอกาสที่เปิดกว้างอย่างไร้ขีดจำกัดกับการนำเทคโนโลยีมาเสริมสร้างรายได้

ด้วยความรู้ที่หาได้อย่างมากมายมหาศาล จากการสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ได้เพียงเสี้ยววินาทีด้วยการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้ทุกคนที่มีวิสัยทัศน์หรือความคิดสร้างสรรค์ สามารถผลิตผลงานหรือสร้างช่องทางในการหารายได้ที่อาจกล่าวได้ว่า ใช้เวลาเพียงข้ามคืน ก็สามารถกลายร่างจากยาจกสู่จักรพรรดิได้เลยทีเดียว แน่นอนว่าภายใต้สิ่งแวดล้อมใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีบนโลกใบนี้ ได้เปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติ และระดับโลกไปอย่างมาก จากข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชากรโลกในปี 2018 พบว่า มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 3,773 ล้านคน ทั่วโลก คิดเป็น 50 % ของประชากรโลก เช่นนี้แล้ว การแข่งขันทางเศรษฐกิจของแต่ละคน แต่ละประเทศ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการจะหยิบฉวยโอกาสที่เปิดกว้างอย่างไร้ขีดจำกัดนี้ให้เกิดประโยชน์สุงสุดต่อตนเองได้อย่างไร

การพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานเทคโนโลยี อาชีพใหม่ อุตสาหกรรมใหม่

โดยโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานเทคโนโลยี ที่ปรากฏเป็นข่าวและสื่อในระดับโลกหลาย ๆ ครั้ง มีการแบ่งหมวดหมู่ ข้อดีและประโยชน์จากเทคโนโลยี ที่สนับสนุนเศรษฐกิจได้หลากหลายด้าน แต่ที่เห็นได้เด่นชัดก็คือด้านต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่

ด้านการส่งเสริม จนเกิดเป็นอาชีพใหม่ ๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เป็นอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการ คือต้องเป็นผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ จำพวก Cloud Computing, Big Data หรือ Internet of Things แล้วนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ

หรือแม้กระทั่งอาชีพที่ดูเหมือนเป็นตำแหน่งเล็กน้อยอย่างอาชีพดูแลเพจ หรือตอบข้อความหรือคำถาม และวิธีการใช้บริการ ก็กลายเป็นตำแหน่งที่สำคัญด้านลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทต่าง ๆ

ประโยชน์อีกด้าน คือ การสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เช่น ประเทศจีน ธุรกิจ e-commerce หรือการค้าแบบออนไลน์ช่วยให้ GDP ของประเทศสูงขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการจ้างงานอีกด้วย

รวมถึงด้านการก่อเกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ที่มีบทบาทมากในภาคอุตสาหกรรม เพราะช่วยพัฒนาการแข่งขันโดยเฉพาะการเพิ่มผลผลิต หรือประเภทหุ่นยนต์ด้านการบริการ (Service Robot) ที่ผู้บริโภคทั่วไปหันมาสนใจเพราะไม่ต้องทำงานเองให้เปลืองแรง เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เป็นต้น

ยังมีประโยชน์อีกมากที่เทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจได้ก้าวกระโดดได้ เพราะผู้บริโภคยุคดิจิตอลนี้ ต่างต้องการการให้บริการที่รวดเร็ว การแก้ปัญหาที่ว่องไว การดูแลหลังการขายที่ดี ซึ่งเทคโนโลยีก็เป็นคำตอบนั้นในการสร้างเครื่องมือ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างโอกาสที่ไม่มีข้อจำกัด ให้กับทุกภาคส่วน จนเปรียบเสมือนเป็นหัวใจของการดำเนินงานหรือประกอบธุรกิจ ที่ไม่ว่าใครหรือหน่วยงานใดก็ขาดไม่ได้ เป็นการแน่นอนว่าเศรษฐกิจบนฐานเทคโนโลยีนั้นจะเป็นรูปแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ได้อย่างยาวนานโดยแท้จริง

 


ปีใหม่ ทำสิ่งใหม่ เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ปี 2561 นับเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ปีแห่งโอกาส โอกาสในการที่เราสามารถจะเลือกประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลัก อาชีพรองก็มองหาได้ทั้งนั้น ที่สำคัญมีให้เลือกกันอย่างหลากหลายอาชีพอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบค้นหาอะไรใหม่ ๆ ได้เปรียบแน่นอนในยุคนี้

โอกาสที่ว่าเป็นยังไงนะเหรอ ก็อย่างเช่น คนอยู่บ้านก็สามารถทำงานได้ รับงานจากผู้ว่าจ้าง งานเสร็จก็รับเงิน ง่าย ๆ หรือถ้าจะเรียกว่าเป็นฟรีแลนซ์ก็ไม่ผิด นอกจากจะเป็นอาชีพจำพวกฟรีแลนซ์แล้วนั้น ยุคนี้ก็ยังมีอาชีพอื่น ๆ อีกมากที่น่าสนใจ และเราสามารถทำเป็นงานเสริม เป็นรายได้เสริมจากงานประจำของเราอีกด้วยก็ได้ เช่น หากคุณมีรถส่วนตัว และในวันเสาร์ อาทิตย์ก็อาจจะว่าง เราก็ใช้เวลาตรงนี้แหละ ใช้รถของเราให้เป็นประโยชน์ รับจ้างขนของ หรือเปิดเป็นบริการส่งของตามที่ต่าง ๆ ก็ได้ หรือถ้าเป็นคนชอบงานที่หนักเอาเบาสู้หน่อย เย็นเลิกงานมาก็ไปเป็นพนักงานตามร้านอาหารก็ได้ เดี๋ยวนี้ร้านอาหารเกิดใหม่อย่างกับดอกเห็ด ยิ่งแถวไหนเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยยิ่งได้เปรียบใหญ่ สามสี่ชั่วโมง ก็มีรายได้เสริมมาจุนเจือตัวเองสบาย ๆ แล้ว ใช้เวลาไม่มากเกินไป มีเวลากลับมาพักผ่อนทำงานตอนเช้าอีก ดีไหมล่ะ

ถ้าคนไหนมีความสามารถ เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง ก็ใช้ความสามารถของตัวเองให้เกิดประโยชน์ ที่จริงตามตลาดนัดกลางคืน ถนนคนเดินก็พบเห็นได้บ่อย ๆ อยู่เหมือนกัน เอาความสามารถบวกความกล้า แล้วลุย รับรองว่าได้เรื่องแน่นอน (แต่ได้ยังไงค่อยว่ากันอีกที)

บ้านเมืองเราเป็นที่อิจฉาของต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ ทั้งในด้านสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การเข้ามาลงทุน และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจไปพร้อม ๆ กัน ปี ๆ หนึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวหลายสิบล้านคนจากทั่วประเทศแต่นักท่องเที่ยที่วเข้ามามากที่สุด เห็นจะเป็นจากประเทศจีน แต่แว่ว ๆ ว่ามีคำจีนวิพากษ์วิจารณ์กันในโซเซียลมีเดียกันอย่างแพร่หลาย เกี่ยวกับมาตรฐานในการบริการนักท่องเที่ยวของไทย คือถ้าคนไทยราคาบริการก็จะถูกหน่อย แต่ถ้าเป็นคนจีนก็จะอัพขึ้นเป็นเท่าตัว หรือสองเท่าตัว เข้าข่ายสองมาตรฐานอะไรประมาณนี้ คิด ๆ ดูก็น่าเห็นใจนักท่องเที่ยวนะ มาเที่ยว เอาเงินมาให้กับประเทศเขาแล้ว ยังถูกเอาเปรียบอีก ใจร้ายชะมัด แต่ไม่เป็นไรถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นครูของเราละกัน มาเริ่มกันใหม่ อะไรที่มันผิดพลาดไปแล้วก็ปรับปรุงเสีย ต้องมองว่ามันเป็นโอกาสของเราที่เราสามารถถือเอาการท่องเที่ยวมาสร้างอาชีพสร้างรายได้ สำคัญคือหน่วยงานท้องถิ่นหรือที่เกี่ยวข้องก็ควรเข้ามามีบทบาทร่วมด้วยเช่นกัน

ปีใหม่แล้ว ลองหาอะไรใหม่ ๆ ไม่แน่เราอาจจะค้นพบอะไรที่ใช่ในปีนี้ก็เป็นได้ โอกาสมีก็ต้องรีบคว้าเอาไว้

Category: เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ, นักท่องเที่ยว, รายได้เสริม
เครดิตภาพ : https://goo.gl/9tLzx2


สัมพันธ์ไทย-อิหร่านแน่น หนุนไทยส่งออกข้าว

ข่าวคราวที่ได้ยินมาหากเป็นเรื่องจริง คงทำให้ชาวนา ชาวสวน ผู้ประกอบการของไทยคงได้ยิ้มออกกันบ้าง ในเรื่องที่ไทยพยายามพื้นความสัมพันธ์กับอิหร่านในด้านความร่วมมือเรื่องการค้าระหว่างประเทศ จากการรายงานของกระทรวงพาณิชย์ อิหร่านซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในอดีต

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ากระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศอิหร่าน เพื่อพูดคุยหารือกันเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำความตกลงกันในเรื่องของการค้าข้าว ซึ่งที่ผ่านไทยกับอิหร่านก็ถือว่ามีความสัมพันธ์กันอยู่บ้างแล้ว แต่ปีนี้จะมีความพิเศษหน่อย นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะพิเศษยังไง ต้องรอติดตามผล

แต่ที่รู้แน่นอนคือในการประชุมที่จะใกล้จะถึงนี้ เป็นเรื่องที่ดีต่อเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอย่างแน่นอน เพราะจากปีที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวไปอิหร่านรวมกว่า 3 แสนตัน ถ้าคิดเป็นมูลค่าก็ประมาณ 4,300 ล้นบาท ไม่น้อยทีเดียว จากปริมาณการส่งออกข้าวดังกล่าว ทำให้เกษตรกรไทยบางส่วนพอได้มีเงินจับจ่ายใช้สอยบ้าง อาจจะไม่มากไม่มาย แต่ข่าวดีคือ การส่งออกข้าวไทยปีนี้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น และหวังว่ารายได้จะกระจายไปสู่พี่น้องเกษตรกรได้กว้างขวางขึ้นเช่นกัน

มาดูว่าสินค้าไทยมีอะไรบ้างที่ส่งออกไปยังประเทศอิหร่าน โดยการจัดอันดับของกระรวงพาณิชย์ 5 อันดับ คือ ข้าว ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับยาง ผลไม้กระป๋องและอาหารแปรรูป เป็นต้น ดูจากสินค้าที่ส่งออกแล้วถือเป็นสินค้าที่ไทยผลิตเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อรู้กันแล้วว่าไทยเราส่งอะไรไปอิหร่าน เรามาดูทางฝั่งอิหร่านบ้างว่าส่งอะไรมาให้ไทย สินค้าที่ไทยนำเข้าจากอิหร่านได้แก่ เหล็กกล้า พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สัตว์น้ำสดแช่เย็น แช่แข็ง เคมีภัณฑ์ และเชื้อเพลิง เป็นต้น การค้าการลงทุนก็ต้องแบบนี้แหละ ต้องขายแล้วก็ต้องซื้อในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องพูดถึงระดับประเทศ แค่ค้าขายในชุมชนก็ยังจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกัน

อย่างไรก็ตามการค้าระหว่างประเทศของไทยกับอิหร่านยังมีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น โดยไทยตั้งเป้าว่าจะส่งออกข้าวให้อิหร่านปีละ 7 แสนตันเช่นเดิม หลังจากที่เคยมีการลดการนำเข้าข้าวของอิหร่านไป เนื่องด้วยความไม่แน่นอนทางสังคมการเมือง ของประเทศเพื่อนบ้าน อิหร่านเองก็วางตัวลำบาก

ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรไทยทุกหย่อมหญ้า เพราะถ้าหากไทยสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าที่วางไว้ นั่นหมายความว่าเกษตรกรไทยก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมหลายเท่า แต่ยังไงก็ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะกระทบกับเป้าที่วางไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นในประเทศของไทยเอง และปัจจัยเสี่ยงทีอาจจะเกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน

Category : เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ,  การค้าระหว่างประเทศ,  อิหร่าน

 

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/photo-1807486/


พัฒนาอุตสาหกรรม มุ่งมั่นพัฒนา ก้าวล้ำนำไทยสู่สากล

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (กนศ.) เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมให้ความเห็นชอบพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช มีพื้นที่รวมกว่า 3,666 ไร่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรองรับการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรม และได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังเปิดเผยอีกว่า ตนเองได้เป็นประธานในการขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการลงทุนของอีอีซีเพิ่มขึ้นอีก 18 แห่ง รวมพื้นที่ได้ 8.034 หมื่นไร่ และพื้นที่ดังกล่าวสามารถรองรับการลงทุนได้ถึง 2.416 หมื่นไร่ โดยพื้นที่ที่มีการขยายได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี ระยอง และจุดสำคัญที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง ที่จะเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างไทย – จีน โดยจะประกาศเป็นพื้นที่รองรับนักลงทุนจากประเทศจีน รัฐมนตรีว่าการการทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

เริ่มตั้งแต่ต้นปี ดูท่าว่าความเผ็ดร้อนทางด้านการลงทุน การขยายเศรษฐกิจ จะร้อนแรงกว่าทุกปี อาจจะเป็นเพราะนานาประเทศต่างก็เตรียมความพร้อมของตัวเอง เพื่อให้สามารถแข็งขันกับประเทศอื่น และประเทศไทยเองก็เช่นกัน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาไทยเองก็ได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านการเมือง นโยบายผู้อพยพ นโยบายทางด้านการแก้ปัญหาประมง แม้การแก้ไขปัญญาที่กล่าวมาอาจจะยังไม่บรรลุผล 100% แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ได้รับความมั่นใจจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในการขยายเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวเรียกว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าประชาชนคนไทยกว่าร้อยละ 70% ประกอบอาชีพการเกษตร ก็ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นต้องมองให้แยกส่วน แต่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ไม่ใช่จะพัฒนาด้านใดหนึ่งเพียงด้านเดียว มีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ้าง สำหรับการพัฒนาเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับ “ยุค 4.0” เช่น การใช้โดรนในการพ่นยา หรือ ให้ปุ๋ยพืชในสวน โดยที่คนทำหน้าที่เพียงเป็นผู้บังคับเท่านั้น ตรงนี้มองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก หากการกระทำดังกล่าวเป็นไปอย่างกว้างขวาง เข้าถึงทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ความเป็นจริงแล้วต้องไม่ลืมว่า คนไทยบางส่วน (ในชนบท) ยังขาดความรู้ในเรื่องเทคโนโลยี อาจจะด้วยเพราะไม่มีคนสอน หรือจะด้วยเพราะหัวโบราณอันนี้ก็แล้วแต่ แต่ที่ชัดเจนคือเขาไม่สามารถที่จะนำเอาเทคโนโลยีเช่นว่าไปใช้กับอาชีพของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีนี้จึงเข้าถึงเพียงบางกลุ่มบางภาคของประเทศเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อมีการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมก็ควรมีการส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตรไปพร้อม ๆ กัน หน่วยงานไหน ฝ่ายไหนที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรต้องเข้ามาสร้างบทบาทในการหาแนวทางเพื่อพัฒนาภาคเกษตรกรรมไม่ให้ล้าหลังจนเกินไป หรืออย่างน้อยก็ให้ดำรงอยู่ได้ โดยไม่ถูกกดดันจากภายนอก

Category :  ข่าวเศรษฐกิจไทย

Tag : เศรษฐกิจอุตสาหกรรม,  การลงทุน, เกษตรกรรม

เครดิตภาพ : https://goo.gl/pkTQ84


จับตาทิศทางพลังงานไทยปี 61 ไฟฟ้าต้องสว่างไสวทุกพื้นที่

เศรษฐกิจไทยที่น่าจับตามองขณะนี้คงหนี้ไม่พ้นเรื่องของพลังงานไฟฟ้า ที่มีกระแสว่าไทยจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำไทยโดนกดดันอย่างหนักจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าไทยจะไม่มีพลังงานใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัดกระแสพลังงานไม่พอใช้ มาที่การลงทุนพลังงานน้ำของบริษัท ไซยะบุรีหรือ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว ซึ่งตอนนี้กรรมการผู้จัดการบริษัทก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า การก่อสร้างสำเร็จไปกว่า 90 % แล้ว และคาดว่าจะสามารถนำกระแสไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ในปี 2562 นี้ โดยมีกำลังการผลิตที่ 1,285 เมกะวัตต์ และในปี 2563 จะมีพลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2,160 เมกะวัตต์ ซึ่งในปัจจุบันกำลังผลิตอยู่ที่ 875 เมกะวัตต์ และแน่นอนว่ากำลังเป็นที่จับตามองของสาบันไทยในการเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วย

กลับมาทางด้านบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทย ก็ได้พยายามพัฒนาให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถนำไปใช้ได้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำมันในอนาคตที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ทันตั้งตัว รวมทั้งบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษอย่าง เมอร์เซเดส เบนซ์ และบีเอ็มดับบลิว ก็ผลักดันในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า และออกมาตีตลาดมากกว่าใครเพื่อน มีการเพิ่มสถานีประจุไฟฟ้าให้กับรถอีวีเพิ่มมากขึ้น โดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะกำลังมีการขยายสถานีประจุไฟฟ้ากว่า 100 จุด ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อรองรับการใช้รถพลังงานไฟฟ้าที่อนาคตจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ถือเป็นสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากวันหนึ่ง ราคาน้ำมันแตะขึ้นไปที่หนึ่งร้อยบาทต่อลิตร คงตัดสินใจไม่ยากว่าเราควรจะใช้รถยนต์แบบไหน และพลังงานไฟฟ้าอาจเข้ามาเป็นตัวเลือกอันดับแรก

ประเทศที่น่าจับตามองในเรื่องการพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วอย่าง “อินเดีย” ซึ่งไต่เต้าอันดับมาติดหนึ่งร้อยประเทศที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งขยับขึ้นจากปีที่แล้วเกือบร้อยอันดับ สร้างความตื่นตาปนความสงสัยให้กับนานาประเทศเป็นอย่างมาก หลายประเทศจึงอยากร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไปด้วยกัน และด้วยการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า อินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกในปี 2565 หรือแค่เพียงสี่ปีข้างหน้านี้เอง ตรงนี้เองเป็นที่น่าสนใจว่า อินเดียมีกลยุทธ์อะไร ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ก้าวกระโดดเช่นนี้ นักวิเคราะห์ยังระบุเพิ่มเติมว่า อินเดียวจะกลายเป็นประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากในปี 2565 นั้นประชากรของอินเดียจะเพิ่มขึ้นถึง 1,500 ล้านคน ซึ่งจะทำลายสถิติที่จีนเคยเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกที่ 1,000 ล้านกว่าคน

พลังงานเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจรวมถึงความเป็นอยู่ของประเทศ ฉะนั้นทำอย่างไรให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการของประเทศทั้งในปัจจุบันนี้และในอนาคต และในความเพียงพอนั้นต้องไม่กระทบต่อเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของชนชาวรากหญ้าด้วย นี่คงเป็นโจทย์ที่สำคัญ!

 

Category : เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ,  พลังงานทางเลือก, ไฟฟ้า

เครดิตภาพ : https://goo.gl/LNMvZQ


รถไฟจีนจ้าวแห่งเทคโนโลยีอนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกย่อมหญ้า!

 

เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเรื่องราวที่เคยดูในภาพยนตร์อย่าง “สตาร์วอร์” ได้เกิดขึ้นแล้วโลกนี้ กับฉากที่ยานอาวกาศบินไปมา โดยที่ไม่แตะหรือสัมผัสกับเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวนี้ได้เกิดขึ้นที่ประเทศจีนที่สามารถผลิตรถไฟความเร็วสูงขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่จากปริมาณความต้องการใช้บริการการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีนที่มีคนใช้บริการการขนส่งโดยรวมถึง 910 ล้านคน โดยกระจายการใช้บริการขนส่งทุกชนิด และแน่นอนที่สองไม่รองใครคือ บริการรถไฟ เนื่องด้วยจีนเป็นผู้นำในการผลิตรถไฟของโลก เพราะการเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงยาวที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟเพื่อการขนส่งสินค้า ที่สามารถทำความเร็วได้ดี ประหยัดเวลา และรถไฟสำหรับบริการประชาชน ทำให้หลายประเทศอยากจับมือกับจีนหวังจะพัฒนาตามรอยบ้าง และจีนก็มีแผนจะพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ ที่กำลังจะเกิดบริการรถไฟความเร็วสูงสายล่าสุด ที่มีชื่อว่า ฟู่ซิง (Fuxing) ที่มีการอนุญาตให้วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 218 ไมล์ ต่อชั่วโมง (ประมาณ 351 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)  ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ฮือฮาทั่วโลก

ว่ากันต่อด้วยรถไฟที่คล้ายคลึงกับยานอาวกาศในเรื่องสตาร์วอร์ ซึ่งอยู่ในประเทศจีน ถูกเรียกชื่อว่า แม็กเลฟ (Maglev) หรือจะเรียกอีกอย่างคือ รถไฟพลังแม่เหล็กความเร็วสูง ระบบการทำงานคือ จะใช้สนามแม่เหล็กในการยกตัวรถไฟให้ลอยอยู่บนราง และใช้ไฟฟ้าเพื่อให้เกิดกระแสแม่เหล็ก รวมทั้งเพื่อการวิ่งและหยุดรถ ปัจจุบันให้บริการอยู่ที่ประเทศจีนในเซี่ยงไฮ้ สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 267 ไมล์ชั่วโมงหรือ 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ในอนาคตจะมีการพัฒนาความเร็วขึ้นอีก ที่ 373 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ ประมาณ 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงตอนนี้ เครื่องบินคงต้องเรียกพี่ใหญ่ชัวร์ ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เคยเจอในหนังสมัยเด็ก ๆ ผ่านมาแปปเดียวยังไม่ทันแก่ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว

ด้วยการพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของจีน ทำให้จีนสามารถสร้างรายได้จากการลงทุนมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี นานาประเทศต้องการเอาอย่างบ้าง จึงได้มีการประชุมหารือ ทำความร่วมมือ (MOU) เพื่อศึกษาแนวทาง และนำมาพัฒนาปรับใช้กับประเทศของตนเองมาก

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงยังมีคู่แข่งเพียงหนึ่งเดียวคือ “เครื่องบิน” แต่ในอนาคตข้างหน้าอันใกล้ เครื่องบินอาจจะไม่คู่ควรที่จะต่อกรกับรถไปอีกต่อไป ใครเก่ง ใครเร็ว ใครปลอดภัย ก็เหนือกว่า โลกปัจจุบันเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันเต็มตัว ดังนั้นการปรับตัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตามทุกอย่างต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีต้องพึ่งพาคน และคนก็ต้องอาศัยเทคโนโลยี เราไม่อาจแยกจากกันได้ ขนาดสตาร์วอร์ว่าเป็นเรื่องอนาคตแล้ว คนก็ยังเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด

Category : เศรษฐกิจโลก

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ, รถไฟความเร็วสูง, การคมนาคม

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/photo-1636401/


แรงงานไทยเตรียมเฮ รัฐบาลใจดี เตรียมปรับค่าแรงขั้นต่ำ

หลังจากที่ได้มีการประชุมเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงของคณะรัฐมนตรี พี่น้องแรงงานก็แอบหวังลึก ๆ ว่า เรื่องการปรับขึ้นค่าแรงจะบรรลุผลโดยเร็ว เพราะหวังที่จะลืมตาอ้าปากได้กว้างกว่าที่ผ่านมาบ้าง เพราะที่ผ่านมาค่าแรงของไทยไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก และขึ้นเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

ทั้งนี้ในการปรับขึ้นค่าแรงของผู้ใช้แรงงานนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยหลาย ๆ ส่วนมาประกอบร่วมกัน เช่น ภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน อันนี้ถือเป็นเหตุผลหลักในการนำมาพิจารณาประกอบ ต้นทุนการผลิตสินค้า ค่าเงินบาทในปัจจุบัน และกลไกลตลาดของโลก เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาการขึ้นค่าแรงทั้งสิ้น

ล่าสุด ได้มีการสรุปการปรับขึ้นค่าแรงเป็นที่เรียบร้อย โดยจะขึ้นประมาณ ประมาณ 8-22 บาท และจะขึ้นทั่วทั้งประเทศ ไม่มีส่วนไหนได้สิทธิพิเศษ จะว่าไปแล้วก็แฟร์ดี ไม่ใช่ตรงนั้น 8 บาท ตรงโน้น 10 และตรงโน้นนน.. 20 บาท ขืนเป็นอย่างนั้นมีหวังประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงให้วุ่นวายสมองเป็นแน่แท้ อย่างไรก็ดี คิดว่าการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวก็คงจะเท่าเทียมกันอย่างที่ได้ยิน

สำหรับผู้ที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง จังหวัดขอนแก่น และภาคกลางตอนบน จังหวัดนครสวรรค์ โดยเฉพาะประชาชนที่มีอาชีพปลูกอ้อย และมันสำปะหลังเตรียมตัวยิ้มรับปี 61 อย่างสบายใจได้เลย เพราะผู้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้มนโยบายผลักดัน “พลังงานชีวภาพ หรือไบโออีโคโนมี” ซึ่งการผลิตพลังงานข้างต้นจะใช้อ้อยและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลัก หากนโยบายนี้บรรลุเมื่อไหร่ คาดว่าประชาชนผู้ปลูกอ้อย ปลูกมันฯ คงได้อานิสงค์ไม่มากน้อย ก็คงต้องรอดู

แล้วคนที่อยู่ในจังหวัดอื่นล่ะ เขาก็ปลูกอ้อย ปลูกมันกันเยอะแยะ อย่างจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ไม่เห็นพูดถึงเลย อันนี้ต้องบอกว่าเป็นจังหวัดที่มี แหล่งรองรับผลผลิตของเกษตรกรกันอยู่แล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เดือดร้อนเท่าพี่น้องในบางจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น แหล่งรองรับที่ว่าก็คือ โรงงานน้ำตาลที่ตั้งอยู่ในละแวกจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งช่วงนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยก็เริ่มทยอยตัดอ้อยนำส่งโรงงานกันแล้ว เนื่องจากถึงช่วงที่โรงงานเปิดรับ และคิดว่าเกษตรกรที่ปลูกอ้อยในแถบกาญจนบุรี ราชบุรี รวมไปถึงสุพรรณบุรี ปีนี้คงจะยิ้มออกเนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนดี ทำให้ผลผลิตงดงาม

ค่าแรงปรับขึ้นไม่รู้ว่าแรงงานจะดีใจหรือว่าเฉย ๆ ดี เพราะบางทีด้วยภาระหน้าที่ที่มีอยู่มันช่างหลายอย่างเหลือเกิน ไม่ว่าจะภาะหนี้สินครัวเรือนซึ่งเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยเฉาะชาวไร่ชาวนา ค่าแรง 22 บาท จะพอใช้หนี้ไหมนะ

Category : เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ, ค่าแรงขั้นต่ำ, เงินเดือน

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/th/เงิน-ดอลลาร์-กระเป๋าเสื้อ-ธนาคาร-548948/


บาทแข็งค่า อ่อนค่า ! หวั่นกระทบส่งออกหรือใคร?

หลายปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้แล้วหลายครั้ง จากการผันผวนของเงินบาทที่มีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างก็วิเคราะห์กันไปต่าง ๆ นา ๆ รวมทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็ว่าออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน

ไตรมาสนี้เงินบาทแข็งขึ้นกว่าไตรมาสที่ผ่านมา และหากยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ และถ้าถามว่ากระทบยังไง คือ เมื่อเงินบทแข็งค่าขึ้น อัตราการแลกเปลี่ยนกับเงินดอลลาร์ก็ได้น้อยลง ซึ่งแน่นอนว่าภาคธุรกิจส่งออกจึงได้รับผลกระจากภาวะนี้แน่ เพราะเงินที่ได้มันลดลง แต่หากเหตุการณ์พลิกผันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เงินบาทอ่อนค่าลงนั่นหมายความว่าอานิสงส์ย่อมตกเป็นของผู้ส่งออกในประเทศ การแข็งค่าของเงินบาทในปีนี้ นับเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี สาเหตุสำคัญมาจากความไม่แน่นอนของการลงทุนในสหรัฐถือเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจในการบริหารประเทศของรัฐบาล จึงหันมาลงทุนในประเทศอื่น เช่น เวียดนาม เป็นต้น เพราะเป็นประเทศที่กำลังเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในทุก ๆ ด้าน

นักวิชาการมองว่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เวียดนามจะนำหน้าประเทศไทยในทุกด้าน หลังจากที่เวียดนามนั้นได้ผ่านวิกฤติการณ์อันใหญ่หลวงจนกลายเป็นประเทศที่ยากต่อการฟื้นฟู

ได้ยินอย่างนี้รู้สึกว่าเราต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว หากยังปล่อยให้ประเทศเป็นไปแบบนี้ โดยเฉพาะประชาชนระดับชั้นล่าง ซึ่ง 90% มีอาชีพเกษตรกรรม ที่ได้รับผลกระทบจาก “ราคาพืชผลทางการเกษตร”ที่ตกต่ำอย่างไม่หยุดไม่หย่อน พูดแล้ว เฮ้อ…หน้าเห็นใจ แล้วอย่างนี้ เมื่อไหร่จะลืมตาอ้าปาก มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ซักที ผู้ประกอบการ เกษตรกร เราก็ต้องการความมั่นคงแน่นอนเหมือน ๆ กัน

อย่างไรก็ตาม แว่ว ๆ ว่าในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตร ก็ได้มีการหามาตรการเพื่อผลักดันให้ราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น ยังไงก็ต้องรอดูกันต่อไป

ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดกับภาวะเงินบาทที่ลอยตัว อันนี้ต้องรอดูกันไปยาว ๆ เอ๊ะ! หรือไม่ยาว ถ้าระยะยาวหากค่าเงินบาทยังคงแข็งตัวอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าผู้ส่งออกก็เตรียมตัว เตรียมใจรับมือกับการขาดทุนย่อยยับได้เลย เว้นเสียแต่ว่าธุรกิจมีทุนสำรองมากเพียงพอ คงยังพอประคับประคองตัวเองให้พออยู่รอดได้ อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน

ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา…สาธุ หากสถานการณ์กลับกลายเป็นว่า “เงินบาทอ่อนค่า” ลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการคงจะกระเป๋าตุงเชิดหน้าชูตาได้อย่างมีความสุข

จะว่าไป เรื่องเงินบาทจะแข็งหรือจะอ่อนค่าเนี่ย มันกระทบกับประชาชนคนรากหญ้าอย่างเรา ๆ หรือเปล่านะ อาจจะไม่กระทบอะไรเลยหรือกระทบแล้วแต่ไม่รู้ว่ากระทบ เพราะจะกระทบหรือไม่กระทบสภาพก็เป็นอยู่อย่างนี้ทุกวันอยู่แล้ว เอวัง..

 

Category: เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ, เงินบาท, ความเป็นอยู่
เครดิตภาพ : https://goo.gl/wunVN6