ลืมเด็กไว้ในรถ อุบัติเหตุสุดเศร้าจากความประมาทจนคร่าชีวิตลูกน้อยแนะออกแบบเทคโนโลยีป้องกัน

                ปฏิเสธไม่ได้ว่าความประมาทนั้นเป็นต้นเหตุของความตายเสมอ เนื่องจากการไม่ระวัดระวังมักจะนำมาซึ่งความสูญเสียในทุก ๆ เรื่องซึ่งผู้ที่เสียใจที่สุดคือตัวของผู้ประมาทเอง หลายคนชอบอ้างความหลง ๆ ลืม ๆ ของตัวเองว่าเป็นสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ แต่ความจริงแล้วมันคือความประมาทเลินเล่อที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กและดูเหมือนว่าผู้ใหญ่หลายคนจะมีปัญหาที่คล้ายกันนั่นคือการลืมเด็กไว้ในสถานที่ต่าง ๆ จนนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

เหตุการณ์นี้ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เว็บไซต์ข่าวจากอังกฤษรายงานว่าเกิดเหตุการณ์สลดเมื่อครอบครัวพาเด็กชายเสี่ยวเถียนอายุ 3 ขวบ ไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาล และกลับมาถึงอพาร์ทเม้นท์ราว ๆ 11 โมง หลังจากนั้นครอบครัวจึงพากันไปทานอาหารต่อ จนกระทั่งเวลา 17.00 จึงนึกขึ้นได้ว่าลืมลูกไว้ในรถที่มีอุณหภูมิถึง 47 องศา เมื่อกลับไปที่รถอีกครั้งจึงพบว่าเด็กชายเสี่ยวเถียนได้เสียชีวิตไปแล้ว จากการสำรวจในที่เกิดเหตุทำให้ทราบว่าก่อนเสียชีวิตเด็กชายเสี่ยวเถียนได้พยายามตะเกียกตะกายเพื่อเอาชีวิตรอดโดยมีรอยนิ้วมือปรากฎที่กระจกและหมดสติในที่สุด

อีกหนึ่งเรื่องราวอันน่าเศร้าเกิดขึ้นที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเด็กอีกเช่นกัน ซึ่งเป็นเด็กชายตัวน้อยมีอายุเพียง 1 ขวบถูกพ่อแท้ ๆ ลืมไว้ในรถ จนกระทั่งเพื่อนบ้านได้ยินเสียงเด็กร้องอยู่เป็นเวลานานจึงตัดสินใจตามหาที่มาของเสียง และพบว่าเป็นเด็กชายตัวน้อยนอนสลบอยู่ในรถท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ เพื่อนบ้านจึงช่วยกันปฐมพยาบาลและพาเด็กส่งโรงพยาบาล แต่หมอไม่สามารถยื้อชีวิตน้อย ๆ นี้ไว้ได้โดยระบุว่าเด็กเสียชีวิตก่อนหน้านี้เกือบชั่วโมงแล้ว เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าสลดเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับประเทศไทยเองก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดเกิดขึ้นที่จังหวัดปัตตานีจากความประมาทของคนขับรถรับส่งนักเรียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยพบศพของ ด.ญ. นูระนาเดีย มะ ที่เบาะนั่งหลังสุดของรถตู้รับส่งนักเรียนในสภาพขาดอากาศหายใจ ภายหลังสืบทราบว่าพนักงานขับรถอายุ 23 ปี ไม่ได้ตรวจเช็คนักเรียนก่อนทำการดับเครื่องรถเป็นผลให้เด็กหญิงที่กำลังนอนหลับอยู่เบาะหลังเกิดอาการฮีทสโตรกและหมดสติเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้านแม่ของเด็กหญิงเผยว่ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากแต่ไม่ติดใจเอาความโดยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการเอาผิดทางกฎหมาย ซึ่งคนขับรถตู้คนนี้ถูกแจ้งข้อหาเรื่องกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

จากกรณีดังกล่าวจะเห็นว่าการสูญเสียทั้งหมดล้วนมาจากความประมาทเลินเล่อของผู้ใหญ่ ดังนั้นการตรวจเช็คทุกอย่างก่อนลงจากรถจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือป้องกันด้วยการฝึกให้เด็กรู้จักเอาตัวรอดจากการถูกลืมไว้ในรถด้วยการสอนให้เปิด/ปิดประตูและหน้าต่างรถด้วยตัวเอง หรือบีบแตรเมื่อไม่สามารถออกมาจากรถได้ ดังนั้นสำหรับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สมัยใหม่ควรเสนอให้มีการสร้างนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจจับความเคลื่อนไหว และส่งสัญญานแสดงว่ายังมีคนอยู่ในรถหรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ควรถูกนำมาคิดต่อและพัฒนาเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เพราะการป้องกันและความไม่ประมาทจะไม่นำมาซึ่งความสูญเสียในอนาคต

 


นวัตกรรม AI สุดล้ำ ทำหน้าที่หลายอย่างได้คล้ายมนุษย์คาดอาจเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น

เทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์นั้นเกิดจากการพัฒนาจนนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นการสร้างเพื่อนำมาพัฒนาในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนแรงและย่นระยะเวลาของมนุษย์สำหรับการประดิษฐ์คิดค้นนวัตรรมใหม่ ๆ ชนิดอื่นต่อไป แต่ความเก่งกาจและการจัดการความคิดในสมองของ AI เหล่านี้อาจส่งผลให้มนุษย์รุ่นใหม่ในภายภาคหน้าอาจพากันว่างงานเพราะถูกแทนที่โดยปัญญาประดิษฐ์ไปแล้วก็ได้

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิ้ลก็ได้ออกนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์มาให้ได้ใช้งานเช่นกัน นั่นก็คือ  Google Assistant ซึ่งเป็นระบบที่ปรึกษาที่ถูกผนวกเข้ากับ AI ทำให้สามารถรับคำสั่งทางโทรศัพท์ และสนทนากับมนุษย์คู่สายแทนมนุษย์ได้ เช่น การโทรนัดร้านตัดผม โทรจองโต๊ะอาหาร หรือการโทรนัดหมายสำคัญต่าง ๆ โดยระบบ AI ของกูเกิ้ลสามารถสนทนาได้เหมือนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูด และการรับมือกับอารมณ์ของคู่สนทนา รวมทั้งมีน้ำเสียงและจังหวะการพูดที่คล้ายกับมนุษย์จริง

ฝั่งเอเชียเองก็ได้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้ก้าวล้ำเช่นเดียวกันโดยเฉพาะการสร้าง AI เพื่อตอบสนองต่อระบบการพัฒนาการศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นมีการวางแผนว่าอีก 2 ปีข้างหน้านักเรียนในระดับชั้นประถมและมัธยมต้นจะต้องมีครู AI สำหรับการสอนภาษาอังกฤษทั่วประเทศจำนวนกว่า 500 ชั้นเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นถือว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่นักเรียนญี่ปุ่นทุกคนต้องได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะเรื่องการสนทนา และสำเนียงการสื่อสารที่ชัดเจน ดังนั้นการทุ่มงบเพื่อครูสอนภาษาอังกฤษ AI จึงเป็นการลงทุนที่ไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งความก้าวล้ำของวิทยาการปัญญาประดิษฐ์ที่ถือว่าเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ของโลกนั้นถูกสร้างโดยบริษัทดีปมายด์ (Deep Mind) ซึ่งอยู่ในเครือกิจการเดียวกับกูเกิ้ล ได้ออกแถลงการณ์ว่าตนสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ AI ให้มีปัญญาคล้ายกับคนได้ โดยการสร้างเซลล์โครงข่ายประสาทเทียมให้มีความคล้ายคลึงกับสมองของมนุษย์มากที่สุด เพื่อให้ AI ได้มีการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง จากนั้นได้จำลองการหาทางออกจากเขาวงกตโดยให้ปัญญาประดิษฐ์ชนิดนี้ได้พยายามหาทางออก และเมื่อทดลองอยู่หลายครั้งจึงพบว่า AI สามารถใช้ทักษะจากการฝึกหลาย ๆ ครั้งและประมวลผลจนหาทางออกจากเขาวงกตได้ในที่สุด แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถใช้ความจำ และระบบคิดวิเคราะห์ที่ถูกเลียนแบบจากสมองมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ความก้าวหน้าเหล่านี้ทำให้ทราบว่ามนุษย์สามารถสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เคยจินตนาการไว้ในอดีตให้เป็นความจริงได้ หลายคนจึงเป็นกังวลเรื่องการถูกลดการจ้างงานจากบรรดาบริษัทต่าง ๆ ดังนั้นมนุษย์เองควรใช้ความกังวลเหล่านี้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใจเรียนรู้วิวัฒนาการใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อทุ่นแรงในการทำงานได้เพื่อที่จะไม่กลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถที่ถูกแทนที่ได้ด้วย AI ในอนาคต

 


ชาวเวเนซุเอล่าพากันอพยพซบไหล่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องจากพิษเศรษฐกิจ

เมื่อพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจก็เป็นที่ทราบกันดีว่าหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศเวเนซุเอล่าเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบนี้ ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยและทำงานอยู่ในเวเนซุเอล่าต้องอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องซึ่งบรรดาผู้อพยพนี้ 30% เป็นชาวเวเนซุเอล่า

เมื่อเดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงโบโกโต ประเทศโคลัมเบียได้รายงานว่า มีผู้อพยพจากประเทศเวเนซุเอล่าเข้ามายังประเทศโคลัมเบียถึง 550,000 คน จากผลกระทบของปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศทำให้คนโคลัมเบียที่อาศัยอยู่ในเวเนซุเอล่าต้องหนีกลับมายังประเทศตัวเอง รวมทั้งชาวเวเนซุเอล่าเองต้องอพยพออกจากประเทศเพื่อเอาชีวิตรอด จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลให้รัฐบาลโคลัมเบียจำเป็นต้องช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และมอบปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีพ เช่น น้ำ อาหาร ยารักษาโรค ให้กับผู้อพยพเพื่อทำการหาที่อยู่ถาวรต่อไป

ปัญหาเศรษฐกิจในเวเนซุเอล่าดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังสืบเนื่องมาจนเดือนมิถุนายนในปีเดียวกัน โดยมีจำนวนผู้อพยพออกจากประเทศมายังโคลัมเบียซึ่งบางคนมีแผนว่าจะเดินทางต่อไปยังประเทศเอกวาดอร์ทำให้จำนวนผู้อพยพนั้นมีมากขึ้นกว่าล้านคน สำนักข่าวจากโคลัมเบียได้รายงานไว้ว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศโคลัมเบียต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อรองรับการทำงานในด้านการตรวจสอบเอกสารการเข้าเมืองของผู้อพยพจากเวเนซุเอล่าจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ความคาดหวังที่ชาวเวเนซุเอล่าได้ให้ไว้กับรัฐบาลนั้นดูเหมือนจะเป็นความหวังอันเลือนลาง เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อนั้นยังคงเรื้อรัง และดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ผ่านมาได้มีจำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคนเพราะทนกับปัญหาภาวะข้าวยากหมากแพงจนต้องอดมื้อกินมื้อไม่ไหว ซึ่งการอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ใช่แค่โคลัมเบียแต่ลุกลามไปถึงประเทศแถบละตินอเมริกาใกล้เคียงเช่น เอกวาดอร์ บราซิล และเปรู ส่งผลให้ประเทศเหล่านี้ต้องสร้างมาตรการที่รัดกุมเพื่อรองรับผู้ลี้ภัย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะวิกฤตเช่นนี้คือราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลเวเนซุเอล่าที่เข้าไปแทรกแซง และควบคุมทุกอย่างทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้คนที่จ้างงานประชาชนกลายเป็นรัฐบาล และเมื่อรัฐบาลล้มจากภาวะการเมืองและเงินเฟ้อจึงไม่มีเงินจ้างประชาชน ดังนั้นการทำงานจึงต้องลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในหมู่ของชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน ถึงแม้รัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนสกุลเงินก็ยังไม่ทำให้ปัญหานี้ถูกคลี่คลาย คนเวเนซุเอล่าจึงพากันลี้ภัยไปตายเอาดาบหน้าในประเทศเพื่อนบ้าน

จะเห็นว่าสิ่งที่คิดว่าแน่นอนที่สุดกลับเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ฉะนั้นการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังจึงเป็นเรื่องที่เราควรคำนึงถึง โดยเฉพาะการมีเงินสำรองเพื่อใช้ในเวลาฉุกเฉิน เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ก็คือการไม่ฟุ่มเฟือย

 


ชาวโลจิสติกส์ เฮ! น้ำแข็งขั้วโลกละลายทำการขนส่งทางเรือถึงเร็วกว่ากำหนด

หลายปีมานี้ปรากฎการณ์โลกร้อนดูเหมือนจะยังคงทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อโลกในหลาย ๆ ด้าน เช่น ผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นก็ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูง บรรดาสัตว์น้ำต่างพากันปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดในขณะที่สัตว์น้ำบางชนิดต้องสูญพันธุ์ไป และผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้แบคทีเรียบางชนิดเติบโต และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือภาวะอุทกภัยเฉียบพลันทำให้เกิดน้ำท่วมในบริเวณกว้าง บ้านเรือนเกิดความสกปรกซึ่งเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งผลกระทบในด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะธุรกิจการประมง เมื่อจำนวนสัตว์น้ำลดลงจากภาวะน้ำเอ่อล้นเป็นผลให้จับสัตว์น้ำได้น้อยลง และอาจกระทบต่อผลผลิตและราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งในประเทศที่ต้องพบกับภัยธรรมชาติจากภาวะโลกร้อนเป็นผลให้การท่องเที่ยวต้องชะลอตัวต้องนำเงิน และเวลาจำนวนมากไปแก้ไขพัฒนาความเสียหายให้กลับมาคงเดิม

เหล่านี้ล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนที่หลายประเทศต้องเผชิญโดยเฉพาะประเทศในแถบขั้วโลก เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หลายหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียงกับภูเขาน้ำแข็งต้องพากันอพยพหนีตายกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เคยตั้งสูงตระหง่านได้เคลื่อนตัวเข้ามาชนหมู่บ้านจากการละลายในอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้หมู่บ้านที่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ต้องกลายเป็นหมู่บ้านร้างบ้างก็จมอยู่ใต้บาดาลทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังเท่านั้น

แต่ใครจะรู้ว่าบางหน่วยงานมองเห็นโอกาสของช่องทางธุรกิจที่สะดวกขึ้นบนความเดือดร้อนเหล่านี้ โดยสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา เมอสก์ ไลน์ กลุ่มธุรกิจด้านการขนส่ง พลังงาน และโลจิสติกส์ จากประเทศเดนมาร์ก วางแผนทดสอบการแล่นเรือขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางเดินเรือทะเลอาร์กติกของประเทศรัสเซียภายหลังจากที่ภูเขาน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกเริ่มละลาย โดยนำเรือขนส่งสินค้าที่บรรจุอาหารทะเลแช่แข็งพร้อมตู้แช่ และตู้คอนเทนเนอร์ แล่นผ่านเส้นทางเดินเรือออกจากเมืองวลาดีวอสต็อก ทางตะวันออกของรัสเซียในสัปดาห์นี้มายังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กทางเหนือของรัสเซีย คาดว่าจะถึงช่วงปลายเดือนกันยายน แต่กลับมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้นนั่นก็คือเรือขนส่งสินค้ามาถึงจุดหมายเร็วกว่ากำหนด 14 วัน เนื่องจากสภาพอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนทำให้ภูเขาน้ำแข็งที่เคยกีดขวางเส้นทางการเดินเรือละลายกลายเป็นน้ำ ส่งผลให้การเดินเรือนั้นง่ายและเร็วกว่ากำหนด

สภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่นานาชาติต่างพากันรณรงค์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามแก้ปัญหาต่าง ๆ กลับไม่เป็นที่พึงพอใจมากนัก ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มเล็งเห็นช่องทาง และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจตน เรียกว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างแท้จริง

 


โฆษณาเกินจริง อังกาบหนู ทุเรียนเทศ บริโภคมากเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว

ความเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดจึงเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “ การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ” แต่เมื่อเกิดโรคแล้วไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรง หรือไม่ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาด้วยวิทยาการสมัยใหม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมากทำให้ผู้ป่วยหลายคนหันมาพึ่งการรักษาตามหลักธรรมชาติ โดยการใช้สมุนไพรมักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย

ถึงแม้ว่าวงการการแพทย์สมัยใหม่จะพัฒนาด้านการรักษา และยาปฏิชีวนะไปมากแต่ยาสมุนไพรก็ยังถูกใช้มากเช่นกัน เนื่องจากยาแผนปัจจุบันผลิตมาจากสารเคมีจึงมีผลข้างเคียงส่งผลต่อสุขภาพและอวัยวะบางส่วน ซึ่งยาแผนปัจจุบันนั้นออกฤทธิ์ในระยะเวลาอันรวดเร็วจึงส่งผลต่อการปรับสมดุลในร่างกาย ดังนั้นการใช้ยาสมุนไพรร่วมด้วยจะเข้าไปช่วยเรื่องการปรับสมดุล และยังช่วยต้านอนุมูลอิสระลดผลข้างเคียงจากสารเคมีลงได้ แต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอซึ่งสมุนไพรก็เช่นกัน

หลายปีมานี้เรามักจะเห็นข่าวสารเรื่องการแห่แหน และตื่นตัวของชาวไทยต่อโฆษณาของสมุนไพรต่าง ๆ ถึงแม้ว่าสมุนไพรบางชนิดนั้นยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาก็ตาม แต่ชาวไทยส่วนใหญ่มักเชื่อคำโฆษณาแบบปากต่อปากส่งผลให้เกิดความนิยมแบบเฉียบพลันจนสมุนไพรชนิดนั้นขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้น

ถ้ายังจำกันได้ราว ๆ 3 – 4 ปีที่แล้วเกิดกระแสทุเรียนเทศจากคำโฆษณาซึ่งไร้ที่มาว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ทำให้คนไทยบางกลุ่มต่างพากันหาซื้อต้นไม้ชนิดนี้ เนื่องจากสรรพคุณที่ได้ยินมาว่า ช่วยลดความดันโลหิต ลดอาการปวดเกร็งในช่องท้อง ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยรักษาอาการปวดข้อ รูมาตอยด์ ลดอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ แต่ไม่พบว่าใช้ทุเรียนเทศในการรักษามะเร็ง ความเข้าใจผิดนี้ทำให้หลายคนคิดว่าการบริโภคทุเรียนเทศในจำนวนมากอาจช่วยเรื่องมะเร็งได้ แต่การวิจัยพบว่าการบริโภคทุเรียนเทศในจำนวนมากอาจส่งผลเสียต่อไตในระยะยาวจนเกิดอาการไตวายเฉียบพลันได้

ล่าสุดได้ค้นพบพืชอีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนี้ เนื่องจากความเชื่อที่ว่าสามารถรักษาโรคได้อีกเช่นกันนั่นคืออังกาบหนู เป็นพืชประเภทวัชพืชที่ขึ้นอยู่ตามภูเขามีดอกสีเหลืองเรียกอีกอย่างว่าเสลดพังพอน โดยมีการระบุถึงสรรพคุณดังต่อไปนี้ ใบใช้แก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ใช้หยอดหูแก้หูอักเสบได้ สามารถแก้พิษงู และโรคปวดตามข้อ นอกจากนี้สารสกัดจากรากอังกาบหนูยังมีฤทธิ์ในการคุมกำเนิดได้อีกด้วย ซึ่งมีผลต่อการลดและระงับอสุจิในเพศชายอาจทำให้เป็นหมันได้เมื่อบริโภคในจำนวนมากเป็นเวลานาน ๆ

จะเห็นว่าทุกอย่างล้วนมี 2 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะหรือยาสมุนไพรก็ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นการบริโภคยาทั้ง  2 ประเภทนี้ควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

 


คนไทยเฮลั่นเตรียมยิ้มหวานกันทั้งแผ่นดิน ยาสูบเตรียมหนุน กัญชา & กัญชง เป็นพืชเศรษฐกิจ

เมื่อพูดถึงกัญชาหลายคนคงคิดถึงยาเสพติดที่ผิดกฎหมายและส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง แต่บางประเทศได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นกัญชาเพื่อนำมาใช้ทางการแพทย์โดยให้อยู่ในความควบคุมของรัฐ สำหรับสรรพคุณทางการแพทย์ของกัญชานั้นมีหลายอย่าง เช่น บรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน ปวดประจำเดือน บรรเทาอาการหอบหืดเพราะมีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลม ช่วยรักษาอาการเบื่ออาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาโรคผิวหนังได้ และยังสามารถรักษาโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดจากการสูบบุหรี่ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีพืชอีกหนึ่งชนิดที่มีชื่อ และคุณสมบัติคล้ายกันนั่นคือ กัญชง ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างอัศจรรย์จนได้รับการยอมรับในวงการการแพทย์หลายประเทศว่าควรหนุนให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกเพื่อนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคในแขนงต่าง ๆ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบำรุงโลหิต ยาช่วยผ่อนคลายแก้ปัญหานอนไม่หลับ ยาแก้ปวดหัวรักษาไมเกรน ยาแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ยารักษาโรคท้องร่วง โรคบิด นอกจากนี้กัญชงยังเป็นยาแก้ปวดชั้นดีช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแผลในผู้ป่วยหลังผ่าตัด ยิ่งไปกว่านั้นเมล็ดกัญชงยังใช้เป็นยาสลายนิ่วได้อีกด้วย

สำหรับในต่างประเทศบางแห่งก็ได้มีการปรับแก้กฎหมายให้สามารถซื้อขายกัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย เช่น ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายใหม่ อนุญาตให้ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการสามารถขายกัญชาเพื่อการพักผ่อนให้แก่ผู้ซื้อที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป โดยผู้ซื้อสามารถซื้อได้คนละไม่เกิน 1 ออนซ์/วัน ซึ่งผู้ซื้อจะต้องนำกัญชาไปบริโภคในพื้นที่ส่วนบุคคลเท่านั้น และห้ามขับขี่ยานพาหนะขณะที่ได้รับอิทธิพลจากกัญชา นอกจากนี้ยังห้ามนำกัญชาออกนอกรัฐ ในส่วนของผู้ขายนั้นนอกจากจะต้องขอใบอนุญาต และเสียภาษีในอัตราที่สูงแล้ว ยังห้ามโฆษณา และห้ามขายในยามวิกาลอีกด้วย ซึ่งการปรับแก้กฎหมายในครั้งนี้ส่งผลให้มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้รายรับจากการเก็บภาษีกัญชาจำนวนมหาศาล และสามารถนำรายได้ส่วนนี้ไปพัฒนามลรัฐในด้านอื่น ๆ ต่อไป

ส่วนในบ้านเรานั้นเริ่มเห็นประโยชน์จากพืชเศรษฐกิจสองชนิดนี้ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาได้มีการแถลงจากผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทยเรื่องเตรียมขยายธุรกิจเพื่อนำรายได้มาชดเชยส่วนที่เสียไปจากการแก้กฎหมายใหม่ของกรมสรรพสามิต โดยจะสนับสนุนให้ชาวไร่ผู้ปลูกยาสูบได้ปลูกพืชชนิดอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกัญชาและกัญชงจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะได้รับการรับรองจากทางภาครัฐให้เป็นพืชถูกกฎหมาย และอยู่ในการควบคุมของรัฐอย่างใกล้ชิดในระหว่างทำการปลูกเพื่อนำไปเป็นผลผลิตทางการรักษาในวงการการแพทย์ และอาหารเสริมของประเทศต่อไป

สิ่งที่หลายคนเป็นกังวลก็คือ การปรับแก้ให้สิ่งผิดกฎหมายได้กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายนั้นอาจส่งผลเสียต่อเยาวชนและสังคมในอนาคต แต่ยังคงเชื่อว่าการประกาศครั้งนี้มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากดังนั้นในฐานะประชาชนของประเทศจึงต้องรอดูต่อไป

 


ทางออกของธุรกิจนิตยสารกับพฤติกรรมการอ่านของนักอ่านยุคดิจิทัล เมื่อตัวหนังสือมาโลดแล่นบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ถึงแม้ว่าการได้เดินเลือกซื้อหนังสือเล่มจริง ๆ ที่ร้าน จะยังเป็นกิจกรรมที่บรรดาเหล่านักอ่านชื่นชอบทำหากมีเวลาว่าง แต่ด้วยความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีมอบให้เราในทุกวันนี้ การที่นักอ่านสามารถเลือกเรื่องราวที่ชื่นชอบมากมายในโลกได้เพียงแค่สะบัดนิ้วมือบนจอไอแพด แท็บเล็ต หรือจอมือถือ และการอ่านบนเครื่องมือเหล่านี้ ก็ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านของนักอ่านยุคดิจิทัลไปอย่างมาก ทั้งเรื่องของราคาที่ถูกกว่า ไม่ต้องแบกหนังสือหนัก ๆ ไปทุกที่

ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อ่านก็ส่งผลกระทบกับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ หรือนิตยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจจะเรียกว่าได้ส่งผลรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์อย่างชัดเจน เห็นได้จากการที่นิตยสารหลายสำนักได้ปิดตัวลง หรือบางสำนักก็ปรับตัวเล็กน้อย โดยการลดขนาดหรือเนื้อหาลงเพื่อลดต้นทุน แต่ทั้งนี้เช่นเดียวกับธุรกิจในภาคอื่น ๆ ที่หากไม่ปรับตัวด้วยการนำเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจในอนาคต ก็อาจจะต้องจบลงและล้มหายตายจากไปได้ในที่สุด

การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดคือเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร และแท้จริงแล้วเทคโนโลยีคือมิตรที่ดีที่สุดในยุคนี้

หากการดำเนินธุรกิจจะต้องเปลี่ยนไปด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยี ธุรกิจใดที่ปฏิเสธกระแสเทคโนโลยีนั้นก็ไม่สามารถไปต่อได้ในเมื่อเทคโนโลยีกำลังเป็นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจในทุกภาคส่วนซะแล้ว ธุรกิจนิตยสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีของดี คือเนื้อหาที่อยู่บนหน้ากระดาษ จึงควรต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของเนื้อหานั้นให้ขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้บริการกับนักอ่านในยุคดิจิทัลให้ได้โดยเร็ว ประกอบกับการจัดการด้านการตลาดที่เข้มข้นขึ้น เพราะต้องแข่งขันกับเนื้อหาอื่น ๆ ที่วิ่งไปมาบนหน้าจอของนักอ่าน เช่น ข่าวด่วนต่าง ๆ หรือ สินค้าออนไลน์ที่มาแย่งเวลาในการอ่านไป เป็นต้น

การปรับประเภทของเนื้อหาในนิตยสารให้เข้ากับเทรนด์ของผู้อ่านยุคดิจิทัล ก็ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่ต้องปรับเปลี่ยน ผู้อ่านต้องการข้อมูลใหม่ ๆ เนื้อหาใหม่ ๆ ที่กระชับ ตรงประเด็นและสามารถแชร์ต่อได้ง่าย หากนิตยสารที่พัฒนาสู่นิตยสารออนไลน์แล้ว แต่ยังมีเนื้อหาที่ล้าหลังก็อาจถูกกลืนหายไปกับคลื่นของข้อมูลอื่นได้อยู่ดี สิ่งเหล่านี้ประกอบกันเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ธุรกิจนิตยสารจะต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงการสร้างรายได้ผ่านการทำโฆษณาที่แทรกอยู่ในเนื้อหาก็เป็นอีกด้านที่ต้องเลือกวิธีการให้มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์กับธุรกิจ เพราะการแทรกหรือการแฝงโฆษณาในขณะที่ผู้อ่านกำลังอ่านในแพลตฟอร์มนิตยสารออนไลน์นั้นย่อมมีผลต่อการเลือกอ่านนิตยสารออนไลน์นั้น ๆ ต่อไปในอนาคตเช่นกัน

 


สินค้าไทยปะทะตลาดออนไลน์จีน เศรษฐกิจฝั่งการค้าปลีกกับทางลัดสู่ความสำเร็จ

จากสถิติที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของอาชีพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในประเทศไทย เฉพาะที่จดทะเบียนอีคอมเมิร์ซเมื่อปี 2560 ก็มีอยู่ที่ประมาณ 30,000 ราย ไม่นับรวมที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าอิสระที่น่าจะทะลุเป็นหลักแสนรายแล้วในตอนนี้ เพราะจากที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิคส์ (สพธอ.) เผยตัวเลขการซื้อขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตของไทยในปี 2559 พบว่ามียอดขายประมาณ 269,660 ล้านบาท จากการขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่มากพอตัว และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วยเช่นกัน นั่นก็ทำให้การพยายามเปิดตลาดนำสินค้าไปขายในต่างประเทศนั้น กำลังเริ่มเป็นช่องทางที่ผู้ค้าออนไลน์มุ่งเป้าหมายไปถึง และแน่นอนว่าตลาดใหญ่มากที่อยู่ในโซนเดียวกันกับประเทศไทย ก็คือ พี่จีนยักษ์ใหญ่ทางตลาดการค้าออนไลน์ ( E-Commerce) นี่เอง

การตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ความเฟื่องฟูที่นำมาสู่ความสำเร็จและโอกาสที่คว้าได้ของไทย

                ชาวจีนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าขายมาแต่ไหนแต่ไร และก็กำลังเป็นผู้นำในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย แถมยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด และที่สำคัญในปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นแหล่งตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยืนยันได้ด้วยมูลค่าการค้าปลีกบนอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับ 1 ของโลก แน่นอนว่าอาจด้วยจำนวนประชากรที่มากมาย แต่ชาวจีนเองก็มีการใช้จ่ายผ่านออนไลน์กันมากขึ้นด้วยอัตราที่รวดเร็วทีเดียว และด้วยปัจจัยเหล่านี้เอง พ่อค้าแม่ค้าไทยก็สามารถสร้างโอกาสในการเจาะเข้าตลาดที่ใหญ่ที่สุดนี้ได้เพียงปลายนิ้วคลิก

อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญหากต้องการค้าขายกับจีนคือเรื่องของภาษา มีชาวจีนส่วนน้อยมากที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ นี่อาจจะเป็นจุดอ่อนของผู้ค้าไทยเช่นกัน เพราะเราก็ไม่ค่อยจะเข้าใจภาษาจีน ทำให้หากการสื่อสารกันผิดพลาด โอกาสที่เปิดกว้างก็อาจจะปิดลงได้ในทันที และมาพร้อมกับหายนะทางการค้า ดังนั้นหากผู้ค้าใดสามารถสื่อสารด้วยภาษาจีนได้ก็จะเพิ่มความเป็นไปได้ในการขยายตลาดได้ง่ายขึ้นมาก รวมไปถึงเรื่องของการเลือกเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ต้องการเจาะเข้าไปขายสินค้าไทยก็มีความสำคัญเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Taobao ที่เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนและมีสารพัดสินค้ามากมาย ชนิดที่บางอย่างผู้ค้าคนไทยยังคิดไม่ถึง

เพราะการเลือกแพลตฟอร์มที่เข้ากับสินค้า หรือหากแพลตฟอร์มนั้นกำลังต้องการสินค้าของเรา ก็จะทำให้โอกาสในการเป็นที่รู้จักนั้นเพิ่มขึ้น ผู้ค้าจึงควรจะศึกษารายละเอียดเหล่านี้ให้ดี รวมไปถึงการเลือกวิธีการชำระเงินหรือด้านความสะดวกและประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ก็เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณากันให้ดีเลยทีเดียว

 


ธนาคารในไทย พี่ใหญ่ทางการเงิน สู่การปรับตัวและแข่งขันกับบริการน้องใหม่ที่มาพร้อมอาวุธเทคโนโลยี

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีด้านการเงินใหม่ ๆ หรือ การเงินรูปแบบดิจิทัล ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินและบริหารจัดการธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางการเงินไปอย่างมากมาย เพราะแน่นอนว่าผู้ใช้บริการย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง และความสะดวกสบายก็มักจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในข้อดีของบริการด้านนี้ที่เทคโนโลยีใหม่มอบให้

ธนาคารในประเทศไทยทุกแบรนด์ทุกสี ย่อมได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเงิน เช่น FinTech บล็อกเชน คิวอาร์โค้ด กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-wallet และแม้กระทั่ง พร้อมเพย์ เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาสร้างบทบาทและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ดังนั้นธนาคารที่ต้องการจะไปต่อและยังสามารถแข่งขันได้ ก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในด้านปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้คือ เรื่องการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ครอบคลุมและทั่วถึง การพัฒนาด้าน e-money และอีกด้านที่สำคัญเช่นกัน และยังมีการพูดถึงกันอยู่ไม่มากในประเทศไทยคือ เรื่องของ Crowd Funding ที่จะมากระทบระบบการให้กู้ยืมเงินของธนาคารนั่นเอง

ช่องทางการชำระเงินบนมือถือ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และระบบการกู้ยืมเงินแนวใหม่ อุปสรรคหรือโอกาส

                มาถึงยุคดิจิทัลนี้ ธนาคารคงรู้ตัวแล้วว่าเกิดอุปสรรคใหม่ ๆ ต่อระบบธุรกิจแบบเดิม ๆ ของธนาคารอย่างมาก หากธนาคารมองว่านี่คือโอกาส สิ่งที่จะทำให้ธนาคารยังคงมีพื้นที่อยู่ได้อย่างมีบทบาทในโลกดิจิทัลก็คือการพัฒนาตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็วใน 3 ด้านที่ดูเหมือนว่ากำลังจะกลายเป็นระบบพื้นฐานของผู้บริโภคมากขึ้นทุกวันแล้ว เพราะผู้บริโภคยุคนี้ มีมือถือเป็นอวัยวะที่ 33 การพัฒนาช่องทางการชำระเงินบนมือถือจึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก และธนาคารเองก็กำลังปรับตัวมากขึ้นในด้านนี้ แต่ในเมื่อทุกธนาคารก็มีช่องทางการชำระแบบนี้แล้ว ใครที่อยากเป็นผู้นำก็ต้อง มองให้ไกลและวิ่งให้เร็วเพื่อสร้างความแตกต่าง ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ เพราะตอนนี้เงินฝากของลูกค้าเองก็ได้ถูกแบ่งส่วนไปยังกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นเงินของลูกค้าจะอยู่ในระบบของธนาคารใดมากกว่า นี่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่ใช่น้อยเลย และการพัฒนาอีกด้านที่กำลังค่อย ๆ เพิ่มโอกาสทางการเงินให้แก่ลูกค้าที่ต้องการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อมาประกอบธุรกิจ หรือนักธุรกิจรายใหม่ ๆ ที่ต้องการเงินทุนมาหมุนเวียน ก็คือการระดมทุนผ่านทางออนไลน์หรือ Crowd Funding นั่นหมายถึงว่า จากเดิมที่ลูกค้าต้องคอยมาลุ้นว่าจะมีธนาคารไหนอนุมัติเงินสินเชื่อให้ แต่ด้วยแพลตฟอร์มการระดมทุนออนไลน์ที่เปิดประตูสู่นายทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ธนาคารนี่เอง ก็อาจจะกระทบกับจำนวนที่ลดลงของนักธุรกิจหรือลูกค้าฝั่งสินเชื่อที่เคยเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญของธนาคารเช่นกัน

 


เปิดเทอมแล้ว ผู้ปกครองยุคใหม่กับการวางแผนการใช้จ่ายค่าการศึกษาของลูก ๆ

ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ผู้ปกครองนักเรียนไทยมีอันต้องเสียทรัพย์กันเป็นจริงเป็นจัง เพราะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาต่างพากันทำการตลาดอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้าถุงเท้า แต่ละแบรนด์พากันอัดโปรโมชั่นถล่มทลาย เพื่อแย่งชิงเงินในกระเป๋าของบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง จากข่าวการสำรวจของกรุงเทพโพลล์ในปี 2018 เปิดเผยว่า คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่มากถึงร้อยละ 66.8 ให้ข้อมูลว่า การให้ลูกได้เรียนพิเศษเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียนนั้น มีความจำเป็นในระดับมาก และในเรื่องการวางแผนด้านการศึกษาของลูก ๆ นั้น การเรียนภาษาที่ 3 เพิ่มเติมมีความจำเป็นร้อยละ 40.8 เช่น การให้ลูกไปเรียนภาษาจีนหรือ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น และในส่วนการจัดสรรงบสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของลูก ๆ นั้นมีการจัดสรรเตรียมไว้แล้วคิดเป็นร้อยละ 70.6 ทั้งหมดนี้เป็นการเก็บข้อมูลสำรวจจากพ่อแม่และผู้ปกครองจำนวน 1,175 คน ที่มีลูกหลานเรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาระที่ยิ่งใหญ่และหน้าที่ที่ปฏิเสธไม่ได้กับการหาเงินเพื่ออนาคตลูกหลานที่รัก

สอดคล้องกับผลการสำรวจปี 2018 ด้านพฤติกรรมของพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวน 400 คน ในเขตกทม. และปริมณฑลเช่นกัน ถึงเรื่องความกังวลใจในสภาพคล่องช่วงเปิดเทอมของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่เปิดเผยข้อมูลว่า ร้อยละ 64 มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินที่ยังคงมีอยู่ นอกจากค่าเทอมแล้วก็ยังมีค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน ค่าเรียนเสริมทักษะต่าง ๆ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ เช่น ค่ารถรับส่ง เป็นต้น โดยพ่อแม่ผู้ปกครองมีที่มาของเงินเพื่อการศึกษาของลูก จากการพยายามลดค่าใช้จ่ายประจำวันบางส่วนออกไป ประหยัดมากขึ้น และการนำเงินออมออกมาใช้ หรือบางคนก็มีการกู้ยืมเงินทั้งในและนอกระบบ เพื่อมาหมุนเวียนใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมนี้

ด้วยหน้าที่ที่หนีไม่ได้ของคนเป็นพ่อแม่ การวางแผนทางการเงินล่วงหน้าจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็มีความตั้งใจในการสนับสนุนด้านการศึกษา โดยการจัดโครงการด้านทุนการศึกษาเป็นประจำ เช่น ทุนนักเรียนที่มีผลการเรียนดี ทุนการศึกษาต่อเนื่องพร้อมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามโรงเรียนของรัฐที่ช่วยเปิดโอกาสให้กับนักเรียนที่ผู้ปกครองมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้มีช่องทางผ่อนผันภาระลงได้บ้าง ส่วนในด้านของภาคเอกชน โรงเรียนกวดวิชาบางแห่งก็มีความเข้าใจถึงภาระของผู้ปกครอง จึงได้จัดรูปแบบการสอนไปสู่การเรียนผ่านสื่อสมัยใหม่ เช่น e – learning หรือการเรียนผ่านทางออนไลน์ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้จากที่บ้าน เพื่อประหยัดภาระเรื่องการเดินทางและค่าหนังสือให้กับผู้ปกครองได้เช่นกัน