“ทีมชาติไทย” กับหนทางสู่ฟุตบอลโลก 2022

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ได้มีผลการจับสลาก “แบ่งสายฟุตบอลโลก2022รอบคัดเลือก โซนเอเชีย” รอบที่ 2 โดยหนทางในรอบนี้ของ “ทีมชาติไทย” ต้องบอกเลยว่าไม่ง่าย เมื่อต้องโคจรมาอยู่ร่วมสายกับทีมชั้นนำระดับเอเชียอย่างทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอีกสามทีมเพื่อนบ้านจากอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม ซึ่งต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี แต่เชื่อว่าทัพนักเตะทีมชาติไทยต่างก็พร้อมจะพิสูจน์ตนเองอีกครั้งว่ายังเป็นอีกหนึ่งทีมที่ประมาทไม่ได้ในทวีปเอเชีย เพื่อที่จะกรุยทางการคัดเลือกในรอบนี้ไปสู่ในรอบที่ 3 ที่ ก่อนไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศ “กาตาร์”

ช้างศึก กับแม่ทัพคนใหม่

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าฟุตบอลชายทีมชาติไทยของเรานั้นได้กุนซือคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นก็คือ “อากิระ นิชิโนะ” เฮดโค้ชชาวญี่ปุ่นผู้ผ่านสังเวียนการคุมทีมในระดับชั้นนำมาแล้วอย่างมากมาย โดยเฉพาะการพาทีมชาติญี่ปุ่นไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ ซึ่งเป็นเป็นหมายอันสูงสุดของ “ทัพช้างศึก” ที่มีอยู่ในตอนนี้ แต่การที่จะได้ไปแข่งขันยังฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้องค์ประกอบทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะต้องถูกจัดวางกันใหม่เมื่อเรายังไม่สามารถทราบได้ว่าผู้เล่นที่กุนซือชาวญี่ปุ่นคนนี้ต้องการใช้งานจะมีใครบ้างในเมื่อมีตัวเลือกให้ใช้อย่างมากมายทั้งนักเตะหน้าเดิมรวมถึงนักเตะหน้าใหม่ ๆ และดาวรุ่งที่ฟอร์มดีอีกด้วย หรือแม้กระทั่งแผนการเล่นของกุนซือรายนี้ก็ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาเช่นกัน

ถึงแม้นักเตะในทีมส่วนใหญ่ยังจะไม่ถูกประกาศเรียกติดทีมในตอนนี้ แต่ที่ค่อนข้างจะชัดเจนเป็นอย่างสูงนั่นก็คือ 3นักเตะแกนหลัก ที่ได้ไปสั่งสมประสบการณ์ยังฟุตบอลลีกประเทศญี่ปุ่น หรือ “เจลีก” นั่นได้แก่ ชนาธิป สงกระสินธ์ เพลเมกเกอร์ตัวเก่ง ที่เป็นตัวหลักให้กับทีมคอนซาโดเร่ ซัปโปโร ในขณะนี้ คนถัดมาคือ ธีรธร บุญมาทัน แบ๊คซ้ายตัวเก๋าที่พึ่งแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงได้ภายในทีมโยโกฮาม่า เอฟมารินอส และคนสุดท้ายคือ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ มิดฟิลด์ห้องเครื่องจาก โออิตะ ทรินิตะ โดยทั้ง 3 จะนำประสบการณ์จากลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในทวีปเอเชียมาใช้ในการรับใช้ทีมชาติและประคองเพื่อนร่วมทีมไว้นั่นเอง

เวียดนามคู่แค้นและศัตรูตัวฉกาจ

สำหรับในตอนนี้นั้นคู่แข่งที่ทีม “ช้างศึก” ต้องการเอาชนะมากที่สุดคือทีมชาติเวียดนามหลังจากที่ช่วงหลังไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้เลยไม่ว่าจะในทีมชุดใหญ่หรือชุดเยาวชนระดับต่าง ๆ ซึ่งนั่นก็มาจากการที่ทีม “ดาวแดง” พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีนักเตะชั้นเยี่ยมทยอยแจ้งเกิดกันเป็นจำนวนมาก จนแล้วจนรอดหนทางอันยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลกทั้ง 2 ทีมก็หนีกันไม่พ้นและต้องโคจรมาเจอกันอีกหน แต่ในครั้งนี้ทีมชาติไทยคงจะไม่ยอมเสียท่าให้ทีมชาติเวียดนามอย่างแน่นอนเพราะในครั้งนี้มีตั๋วสู่ “ฟุตบอลโลก2022” ที่ประเทศกาตาร์เป็นเดิมพันนั่นเอง


“การท่าเรือ เอฟซี” ตำนานเจ้าท่าแห่งไทยลีก

ท่ามกลางการผัดเปลี่ยนหมุนเวียนของวัฎจักรบนสังเวียนฟุตบอลไทยที่มีการยุบทีมล้มหายไปอย่างมากมาย ยังมีหนึ่งสโมสรในตำนานที่ยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและมีเกียรติภูมิ สโมสรฟุตบอลทีมนั้น คือ “การท่าเรือ เอฟซี”  ทีมดังย่านคลองเตยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วนับไม่ถ้วนเคยผ่านทั้งการเป็นแชมป์มาอย่างมากมายแม้กระทั่งตกชั้นพวกเขาก็ผ่านจุดนั้นมาได้และไม่มีทีท่าว่าจะล้มหายไปแต่อย่างใด

ทีมระดับตำนานเจ้าของฉายา “สิงห์เจ้าท่า” นั้นมีอายุของสโมสรนานถึง 52 ปี เข้าไปแล้ว (พ.ศ.2510-พ.ศ.2562) เรียกได้ว่าหากเป็นอายุของคนก็ถึงครึ่งค่อนชีวิต โดยทีมแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นทีมสโมสรฟุตบอลจากการก่อตั้งของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคมอย่าง “การท่าเรือแห่งประเทศไทย” ในการเริ่มต้นและสามารถไต่เต้าเล่นในฟุตบอลระดับสูงสุดอย่างรวดเร็ว รวมถึงคว้าแชมป์มาได้อย่างมากมายในหลายขวบปี

อุบัติเหตุทางลูกหนังของยักษ์ใหญ่แห่งคลองเตย

ถึงจะเป็นทีมยักษ์ใหญ่เพียงใดแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยประสบกับความล้มเหลวผิดพลาดเลย เหตุการณ์นี้อาจจะเคยผ่านตาใครต่อหลายคนมามากเมื่อแฟนบอลในถิ่น “PAT สเตเดี้ยม” บ้านของทีมการท่าเรือ เอฟซี ต่างต้องเสียน้ำตาในวันที่พวกพ่ายคารังด้วยสกอร์ที่ขาดลอยถึง 5 ประตูต่อ 1 ให้กับแชมป์อย่าง “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งนั้นเป็นนัดส่งท้ายของฟุตบอลไทยลีกฤดูกาล 2015 พอดี แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจมากกว่าการแพ้ด้วยสกอร์ที่ห่างชั้นนั่นคือการต้องล่วงลงสู่ ยามาฮ่า ลีกวัน หรือในปัจจุบันนั่นก็คือ ไทยลีก 2 นั่นเอง จากการที่เล่นไป 34 นัดเก็บไปได้ 33 แต้ม

อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำทีมฟุตบอลในประเทศไทยนั้นต้องใช้งบประมาณอย่างมากและเมื่อทีมใดที่ตกชั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดเหตุกาณ์ถอนทีมหรือยุบทีมให้เห็นกันเป็นประจำ แต่ไม่ใช่กับ “สิงห์เจ้าท่า” เมื่อพวกเขากอดคอกันสวมหัวใจสิงห์ดั่งฉายาใช้เวลาปีเดียวในการเลื่อนชั้นกลับมาสู่ไทยลีกที่ที่พวกเขาสมควรอยู่ ภายใต้การคุมทีมของโค้ชชาวญี่ปุ่น “มาซาฮิโระ วาดะ” และการนั่งเก้าอี้ประธานสโมสรต่อของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อสโมสรนี้ที่ถึงแม้จะตกชั้นก็ยังไม่ทิ้งทีมไปไหนและยังให้งบเสริมทีมจนกลับมาได้อีกครั้ง ส่งผลให้เธอกลายเป็นบุคคลที่รักยิ่งของชาวท่าเรือเข้าไปอีกทวีคูณ

ความผูกพันธ์ระหว่างแฟนบอลกับสโมสร

หากใครเคยมีโอกาสไปรับชมการแข่งขันฟุตบอลที่สนาม PAT สเตเดี้ยม รังเหย้าของทีมท่าเรือ เอฟซี จะพบว่ามีผู้ชมที่เต็มสนามเกือบจะทุกนัด สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสโมสรแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อแฟนบอลเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะจากการทุ่มเท การเห็นแฟนบอลเป็นดั่งญาติพี่น้องคนสำคัญ เช่นนั้นแล้วหากท่านเป็นแฟนบอลไทยควรมีโอกาสสักครั้งที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศอันสุดมหัศจรรย์ของทีมทีมนี้ด้วยตัวท่านเองสักครั้งแล้วจะรับรู้ได้ว่า “ตำนาน” นั้นเป็นอย่างไร


การกลับมาอีกครั้งของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ในศึกยูฟ่า ยูโรป้าลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีช่วงเวลาที่ไม่น่าจดจำตลอดฤดูกาลที่แล้ว แม้โชเซ่ มูรินโญ่จะถูกเด้งออกจากทีมไป แต่กุนซือคนใหม่อย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลชาก็ไม่อาจปลุกวิญญาณปีศาจแดงให้ฟื้นขึ้นมาได้ จนจบด้วยอันดับ 6 บนตารางพรีเมียร์ลีก และต้องไปเล่นยูฟ่า ยูโรป้าลีก ในปีนี้ด้วยฐานะทีมเต็งแชมป์ โดยการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มที่เพิ่งผ่านไป ปีศาจแดงได้เพื่อนร่วมกลุ่ม L อย่างอาสตาน่า จากคาซัคสถาน, ปาร์ติซาน เบลเกรด จากเซอร์เบีย และ อาแซด อัลค์มาร์ จากเนเธอร์แลนด์ แม้แต่ละทีมดูจะไม่ใช่งานยากสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ทั้งสามทีมกลับสร้างความลำบากในเรื่องการเดินทางไกลให้ทีมจากอังกฤษอย่างเลี่ยงไม่ได้ มาดูกันว่าปีศาจแดงต้องพบอะไรบ้างในศึกยูฟ่า ยูโรป้าลีก รอบแบ่งกลุ่มหนนี้

อาสตาน่า : คาซัคสถาน

                อาสตาน่า ตั้งอยู่ในเมืองหลวงประเทศคาซัคสถาน แม้จะก่อตั้งทีมได้เพียง 10 ปี แต่ก็สามารถคว้าแชมป์ลีกคาซัคสถานได้สำเร็จในปี 2018 ซึ่งใช้นักเตะส่วนใหญ่จากประเทศของตัวเอง อาสตาน่าเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยุโรปมาตลอดตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 โดยทำผลงานดีที่สุดด้วยการผ่านเข้าถึงรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2017-18 ก่อนจะถูกสปอร์ตติ้ง ลิสบอนเขี่ยตกรอบไป ผู้เล่นที่น่าจับตามองคือ มาริน โทมาซอฟ ปีกชาวโครเอเชียดาวซัลโวประจำทีม

ปาร์ติซาน เบลเกรด : เซอร์เบีย

ปาร์ติซาน เบลเกรด ทีมจากเมืองหลวงของประเทศเซอร์เบีย และแชมป์บอลถ้วยของเซอร์เบียร์ ถือเป็นอีกหนึ่งทีมขาประจำในศึกยูโรป้าลีก แต่ส่วนใหญ่มักจะไปได้ไม่ไกลกว่ารอบแบ่งกลุ่มนี้เอง มีเพียงฤดูกาล 2017-18 ที่สามารถผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายได้ในฐานะรองแชมป์กลุ่ม C ก่อนจะพ่ายให้กับทีมจากสาธารณรัฐเช็กตกรอบไป ถ้าใครทีติดตามข่าวสารจาก VWIN เสมอ จะรู้ทันทีว่าผู้เล่นที่น่าจับตามองคงหนีไม่พ้น โซรัน โทซิช อดีตนักเตะปีศาจแดงในช่วงปี 2009-2010 ปีกชาวเซอร์เบียมีทั้งเทคนิคและความเร็ว แต่ด้วยความที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ขวางทางอยู่ เขาจึงอำลาทีมไปอย่างรวดเร็วเพื่อความต้องการลงสนามที่มากขึ้น

อาแซด อัลค์มาร์ : เนเธอร์แลนด์

อาแซด อัลค์มาร์ ทีมอับดับ 4 จากลีกดัตช์เมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นการกลับมาสู่ยูโรป้าลีกรอบแบ่งกลุ่มอีกครั้ง หลังจากหายหน้าไปถึง 2 ฤดูกาล โดยหนสุดท้ายที่เข้ามาเล่นในฤดูกาล 2016-17 สามารถผ่านเข้าไปเจอลียงในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ก่อนจะโดนถล่มทั้งสองนัด  ผู้เล่นที่น่าจับตามอง อุสซามา ไอดริสซี่ ปีกทีมชาติโมร็อคโค ที่ทำประตูในลีกดัตช์ไปแล้ว 3 ประตูจาก 4 นัดในปีนี้

เมื่อสถานการณ์ในเกมลีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังไม่สู้ดีนัก โซลชาน่าจะสั่งให้ลูกทีมเน้นเป็นพิเศษในฟุตบอลยุโรป เพราะแชมป์ยูโรป้าลีก ถือเป็นการการันตีเส้นทางสู่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปีหน้าทันที เหมือนที่โชเซ่ มูรินโญ่ พาปีศาจแดงคว้าแชมป์ยุโรปใบเล็กนี้มาได้สำเร็จเมื่อ 3 ปีก่อน


“แฟรงค์ แลมพาร์ด” การกลับมาอีกครั้งยังเดอะบริดจ์

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผู้จัดการทีมของทีม “เชลซี” ในการออกสตาร์ทฤดูกาล 2019 นี้จะเป็นคนใกล้ตัวอย่าง “แฟรงค์ แลมพาร์ด” อดีตมิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ผู้ที่เคยพาทัพสิงโตน้ำเงินครามกวาดถ้วยรางวัลทั้งในประเทศและนอกประเทศมาอย่างมากมาย การกลับมายังถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ในครั้งนี้ของเขานั้นไม่ใช่ในฐานะนักเตะเหมือนดั่งวันวานแต่กลับมาในฐานะบิ๊กบอสผู้พร้อมจับเผือกร้อนในช่วงมรสุมของทีมที่ถูกแบนในตลาด ซื้อ-ขาย นักเตะถึง 2 ช่วงจากฟีฟ่า

ท่ามกลางความยินดีปรีดาจากแฟนบอลเชลซี ก็ยังคงมีความสงสัยจากใครต่อหลายคนตามมาด้วยว่าอดีตมิดฟิลด์ชาวอังกฤษรายนี้ จะมีความสามารถพอที่จะคุมทีมใหญ่ระดับนี้ได้หรือไม่เพราะที่ผ่านมาเขาเคยผ่านการเพียงคุมทีม “แกะเขาเหล็ก” ดาร์บี้เคาท์ตี้มาเพียงแค่ 1 ฤดูกาล (2018-2019) เท่านั้น การทำงานที่หนักขึ้นกว่าเดิมจึงเป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อพิสูจน์ตัวเขานั่นเอง

ทัพสิงโตน้ำเงินคราม ในยุคใหม่

เมื่อเชลซีถูกแบนในสารบบ ซื้อ-ขาย สิ่งเดียวที่ผู้จัดการทีมเจ้าของฉายา “ซุปเปอร์แฟรงค์” คือรวบรวมนักเตะที่มีอยู่ใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเสีย “เอแดน อาร์ซา” ปีกพ่อมดชาวเบลเยียมไปให้กับเรอัลมาดริด โดยผู้เล่นที่เข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ คือ คริสเตียน พูลิซิช ปีกชาวสหรัฐอเมริกาผู้ถูกคาดหวังว่าจะมาเป็นความหวังใหม่ได้ในตำแหน่งปีก ส่วนผู้เล่นที่ถูกยืมไปอย่าง มิตชี่ บัตซูอายี่, เคิร์ท ซูม่า, เคเนดี้, ติมูเอ้ บากาโยโก้ ก็พร้อมกลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ประกอบกับดาวรุ่งที่ถูกดึงกลับมาอย่าง เมสัน เมาท์, แทมมี่ อับราฮัม โดยเฉพาะในรายของเจ้าหนู เมสัน เมาท์ ที่เคยผ่านการเป็นลูกทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ในฐานะผู้เล่นยืมตัวของทีม ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา

เหลือบมองกลับไปที่ผู้เล่นในกำมือที่ทัพสิงโตน้ำเงินครามมีอยู่แล้ว เช่น เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, รอสส์ บาร์คลี่ย์, เปโดร โรดิเกวซ, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย, ดาวิด ลุยส์, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, มาเตโอ โควาซิช, เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า, เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่ต่างก็ผู้เล่นระดับแนวหน้าอยู่แล้ว เมื่อมาผสมกับผู้เล่นหน้าใหม่กับผู้เล่นที่ถูกยืมตัวทางเลือกในแผนการจัดการทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด แฟนบอลก็คงสบายใจไปได้เปราะหนึ่งไม่มากก็น้อยแล้วอีกทั้งยังจะได้เห็นผู้เล่นดาวรุ่งหน้าใหม่ ๆ ของทีมได้แจ้งเกิดอีกด้วย

แผนการเล่นสไตล์ ซุปเปอร์แฟรงค์

หากใครเคยรับชมแผนการเล่นของทีม ดาร์บี้ เคาท์ตี้ในฝีมือการคุมทีมของ “ซุปเปอร์แฟรงค์” ฤดูกาลที่ผ่านมาคงจะเห็นว่า แผนที่เขาถนัดใช้คือแผน 4-2-3-1 ที่มีสไตล์เกมรุกที่รวดเร็วซึ่ง ก็คงจะได้นำมาใช้กับการคุมทีมเชลซีอย่างแน่นอนแต่ที่น่าสนใจ คือ เชลซีมีผู้เล่นระดับที่ดีกว่าและสามารถเล่นได้ในหลากหลายแผนการ ซึ่งนั่นก็อยู่ที่ผู้จัดการทีมแล้วว่าจะใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไร แต่เชื่อได้ว่าเชลซีในกำมือของแลมพาร์ดจะสร้างเซอร์ไพรส์ต่อหน้าสายตาแฟนบอลในฤดูกาลนี้ด้วยเกมรุกที่ดุดันได้อย่างแน่นอน


ฟุตบอลไทย! “ความนิยมที่ก้าวสู่ระดับอาชีพ”

สำหรับประเทศไทยเชื่อได้เลยว่ากีฬาที่ได้รับความนิยมในอันดับต้น ๆ ย่อมมีกีฬา “ฟุตบอล” เป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน เห็นได้จากที่มีการผลักดันให้กีฬาฟุตบอลก้าวสู่การเป็นลีกกีฬาอาชีพที่ถูกต้องตามหลักสากลของสหพันธ์ฟุตบอลโลก (ฟีฟ่า) เมื่อฟุตบอลไทยกลายเป็นลีกระดับอาชีพแล้วทำให้จะต้องมีการจัดอันดับแบ่งระดับชั้นเพื่อเป็นการคัดกรองยอดทีมทั้งหลายเพื่อขึ้นสู่ลีกสูงสุดหรือที่เราเรียกกันว่า “ไทยลีก1” นั่นเอง นอกจากนั้นทีมที่จะลงเล่นยังลีกฟุตบอลอาชีพประเทศไทยได้จะต้องมีการจดทะเบียนรวมทั้งทำตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯได้กำหนดเอาไว้

ฟุตบอลไทยกับความรักและความศรัทธาของกองเชียร์

สิ่งหนึ่งที่ควบคู่กับทีมฟุตบอลก็คงจะหนีไม่พ้นกองเชียร์ที่เป็นสีสันให้การแข่งขันนั้นดูตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ด้านความรักของกองเชียร์ฟุตบอลที่มีต่อทีมที่ตนเองรักนั้นเห็นได้จากการที่ไม่ว่าทีมที่ตนเองรักจะไปแข่งขันไกลถึงไหนขึ้นเหนือล่องใต้ก็ย่อมเห็นพวกเขาอยู่ในสนามคอยส่งเสียงเชียร์อย่างสุดกำลังเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเหล่านักฟุตบอลที่สู้อยู่ในสนาม เปรียบเสมือนเป็น “ผู้เล่นคนที่12” ที่หนุนหลังพวกเขาไม่ว่าจะในวันที่ชนะหรือวันที่แพ้ก็ตาม

เมื่อเกิดความรักแล้วความศรัทธาย่อมตามมาจากกองเชียร์แปรเปลี่ยนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ครอบครัว” สาเหตุหนึ่งมาจากการที่สโมสรฟุตบอลหลาย ๆ ทีมที่อยู่ในลีกกีฬาอาชีพฟุตบอลไทยมักจะเป็นทีมที่ก่อร่างสร้างตัวมาจากทีมกีฬาของจังหวัด สิ่งนี้เองทำให้ความรักที่มีต่อภูมิลำเนาของผู้ที่เชียร์ส่งต่อมายังทีมฟุตบอลภายในจังหวัดอีกด้วย จึงเปรียบเสมือนทีมฟุตบอลที่เชียร์เป็นบ้านหลังที่ 2 ซึ่งไม่ว่าทีมที่เชียร์จะได้แชมป์หรือแย่ที่สุดคือตกชั้น พวกเขาก็จะยังคงเคียงข้างสโมสรของพวกเขาเสมอไปด้วยความศรัทธา

ก้าวต่อไปสู่ระดับโลกของวงการฟุตบอลไทย

หลังจากที่ลีกฟุตบอลไทยมีรากฐานที่มั่นคงแล้วทั้งด้านของ ลีก, สโมสร, นักเตะ, กองเชียร์ การได้รับการยอมรับจากระดับโลกจึงกลายเป็นสิ่งที่ตามมา ไม่ว่าจะในระดับทีมชาติหรือสโมสร เห็นได้จากการที่นักเตะทีมชาติไทยชื่อดังอย่าง “เมสซี่เจ” ชนาธิป สงกระสินธ์ ได้ไปค้าแข้งยังลีกฟุตบอลอาชีพประเทศญี่ปุ่นที่เป็นลีกระดับท็อปของโลก หรือแม้กระทั่งนักเตะชื่อดังหลายต่อหลายคนที่ย้ายมาเล่นยังสโมสรต่าง ๆ ภายในไทยลีก แสดงให้เห็นว่าทั้งตัวนักเตะและลีกฟุตบอลของประเทศไทยกลายเป็นที่ยอมรับของโลกแล้วนั่นเอง

แต่ก้าวต่อไปสู่ระดับโลกที่สำคัญสุดของวงการฟุตบอลไทยนั้น คือ การที่ทีมชาติไทย (ชาย) ได้ไปแข่งขันในรายการ “ฟุตบอลโลก” มหกรรมกีฬาลูกหนังสุดยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งเมื่อมีรากฐานทุกอย่างและการสนับสนุนที่ดีแล้วการที่จะได้เห็นทีมชาติไทยได้ไปเล่นในฟุตบอลโลกก็คงจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป