ปิดฉากพรีเมียร์ลีก 2019-2020 ใครสมหวังใครน้ำตาร่วง

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2019-2020 ฟุตบอลลีกที่มีคนเฝ้าชมเฝ้าติดตามมากที่สุดในโลก ฤดูกาลนี้อาจจะเป็นฤดูกาลที่จบช้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก อีกทั้งในช่วงท้ายของฤดูกาลยังเป็นการแข่งขันแบบไม่มีผู้ชมในสนามซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่พอสมควร

สำหรับพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ก็ถือว่ามีสถิติใหม่เกิดขึ้นหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นใช้เวลาในการแข่งขันนานที่สุด 351 วัน, ได้แชมป์ก่อนจบฤดูกาลเร็วที่สุด 7 นัดก่อนจบฤดูกาล แต่ประกาศแชมป์ช้าที่สุดนานถึง 11 เดือน, มีการพักเบรก 100 วันเองจากสถานการณ์โควิด -19, มีการใช้ VAR ตัดสินเป็นฤดูกาลแรก แต่หลายคนมองว่าไม่ใช่ตัวช่วยผู้ตัดสินแต่เป็นการตัดสินแทนผู้ตัดสิน อย่างไรก็ดี หลังการปิดฉากฤดูกาลไปแล้วต่างก็มีทั้งทีมที่สุขสมหวัง และทีมที่ผิดหวังกันไปเรียกได้ว่าลุ้นกันจนนัดสุดท้ายเลยทีเดียว

ลิเวอร์พูลได้แชมป์เร็วก่อนจบฤดูกาล 7 นัด ทำพรีเมียร์กร่อย

สำหรับการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้จบเร็วที่สุด คือ 7 นัดก่อนปิดฤดูกาล ทำให้พรีเมียร์ลีกกร่อยไปพอสมควร แต่ก็โทษใครไม่ได้เนื่องจากแมนเชสเตอร์ซิตี้เป็นคนทำพลาดเสียเองปล่อยให้หงส์แดงลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ง่ายไปหน่อย แต่งานนี้คงเก็บแค้นนี้ไว้ไม่นาน ฤดูกาลหน้าอีกไม่เท่าไหร่คงได้ชำระกันยิ่งแมนฯซิตี้รอดพ้นโทษแบนการซื้อผู้เล่นด้วยแล้ว คงเตรียมสะสมกำลังกลับมาแก้แค้นในฤดูกาลหน้าเป็นแน่แท้ นี่แหละที่เรียกว่าการเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์นั้นยากกว่า

ศึกลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปมันหยดถึงนัดสุดท้าย

เรียกได้ว่าเพื่อนไม่เคยทิ้งกันจริง ๆ สำหรับ 3 ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชลซี และ เลสเตอร์ ที่เมื่อทีมใดมีโอกาสทำแต้มหนีห่างหลังจากคู่แข่งพลาดก็มักจะทำพลาดตาม ๆ กัน จนทำให้ต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีคิวต้องยกพลไปเยือน จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อตัดสินหาทีมที่จะได้ไป เล่นถ้วยยุโรป สุดท้ายก็เป็นปิศาจแดงที่สมหวังชนะเลสเตอร์ไปได้ 0-2 เช่นเดียวกับเชลซีที่ เปิดบ้านเอาชนะวูล์ฟแฮมตัน 2-0 คว้าตั๋วไปเล่นถ้วยใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จส่งผลให้เลสเตอร์จะได้สิทธิเพียงแค่ไปเล่นถ้วยยูโรปาลีก กับสเปอร์ในฤดูกาลหน้า

พื้นที่ตกชั้นไม่มีดราม่าใด ๆ

สำหรับกลุ่มตกชั้นนั้น นอริช จับจองสัมปทานไปก่อนแล้ว เหลือให้ 3 ที วัตฟอร์ต บอร์นมัธ แอสตัน วิลล่า ได้ลุ้นกัน และสุดท้าย แอสตัน วิลล่า ที่กุมความได้เปรียบได้เพียงผลเสมอกับ เวสต์แฮม เอาตัวรอดอยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไปได้ ปล่อยให้บอร์นมัธที่อุตส่าห์เอาชนะ เอฟเวอร์ตันถึง 3-1 ตกชั้นไปแบบเจ็บแสบ ส่วนวัตฟอร์ต แพ้อาเซนอล 2-3 ตกชั้นตามไป หลังจากมีปัญหาภายในทีม ปลดกุนซือไนเจล เพียร์สันไป

สำหรับฤดูกาลนี้ที่จบไปก็มีเหตุการณ์หลายสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลายเป็นเหตุการณ์ในอดีตเพียงเท่านั้น วันเวลาก็จะยังคงเดินต่อไปข้างหน้า อีกแค่เพียงไม่กี่อึดในฤดูกาลใหม่ก็จะกลับมาพร้อมกับเรื่องราวใหม่ ๆ ให้เราได้ติดตามกันอีก ขอให้แฟนบอลทุกคนชมฟุตบอลอย่างสนุก อย่าดีใจหรือเสียใจกับผลการแข่งขันของทีมรักมากเกินไป


เกมรุกที่ดีจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณเป็นแชมป์

เกมรุกที่ดีจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณเป็นแชมป์” หนึ่งในวลีเด็ดจากบรมกุนซือ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องถือว่าวลีนี้กลายเป็นปรัชญาที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เนื่องจากความสำเร็จของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในการคุมทีมของท่านเซอร์ อเล็กนั้น มักประกอบด้วยแผงแบ็กโฟร์ชั้นยอด รวมทั้งทีมอื่น ๆ ที่มักจะประสบความสำเร็จทั้งในระดับสโมสรและระดับทีมชาติ ก็มักจะประกอบไปด้วยยอดแบ็คโฟร์เช่นเดียวกัน

แน่นอนว่าฟุตบอลเกมรุกเป็นสิ่งที่แฟนบอลชื่นชอบ เนื่องจากการได้รับชมฟุตบอลที่เล่นด้วยเกมรุกหลากหลาย การใช้ทักษะอันแพรวพราว และการทำประตูจำนวนมาก จะทำให้แฟนบอลได้ตื่นเต้นเร้าใจไปกับเกมฟุตบอล แต่เกมรุกที่ดีเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจทำได้แค่เพียงทำให้ทีมชนะในเกมนั้น แต่มิอาจพาทีมประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ เปรียบเสมือนมวยที่เปิดหน้าแรก จบยกก็สะบักสะบอมไปหมด อาจจะไม่มีเรี่ยวแรงให้ชกในยกถัดไปได้ ลองมาดูกันว่าทีมไหนกันบ้างทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติที่ประสบความสำเร็จภายใต้เกมรับที่แข็งแกร่ง

อิตาลีในฟุตบอลโลก 2006

ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากกับทีมชาติอิตาลีในฟุตบอลโลกปี 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพ เจ้าของต้นตำรับฟุตบอลแบบคาเตนัชโช่ ต้องบอกว่าอิตาลีเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นมากโดยเสียประตูไปแค่ 2 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ และปัจจัยหลักที่ทำให้เกมรับของอิตาลีแข็งแกร่งปานภูผานั่นคือปราการหลังกับตันทีมฟาร์บิโอ คันนาวาโร่ ซึ่งต้องบอกว่าเมื่อเกมรับของอิตาลีแข็งแกร่งแล้ว เกมรุกก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำประตูเยอะ โดยพวกเขาทำประตูได้ทั้งหมด 12 ประตู ตลอดฤดูกาล อันนำมาซึ่งการคว้าถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครองได้สำเร็จ จนหลายทีมในช่วงเวลานั้น ต่างพากันลอกเลียนฟุตบอลตามแบบฉบับของอิตาลีกันอย่างแพร่หลาย

กรีซสร้างเทพนิยายในยูโร 2004

ถือเป็นอีกหนึ่งทีมที่สร้างเซอร์ไพรซ์ให้วงการฟุตบอลเป็นอย่างมากสำหรับทีมชาติ กรีซของกุนซืออ็อตโต เรอาเกล ในฟุตบอลยูโร 2004 ที่หักปากาเซียนคว้าแชมป์ไปครอง โดยปัจจัยหลักในความสำเร็จของทีมชาติกรีซก็คงหนีไม่พ้นเกมรับที่แข็งแกร่งของพวกเขา โดยในแต่ละเกมในรอบน็อกเอาท์พวกเขาเอาชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ 1-0 จนได้แชมป์ยูโรไปครองสร้างความชอกช้ำให้เจ้าภาพโปรตุเกสที่เล่นเกมรุกตื่นเต้นสวยงาม

เชลซีในยุคของมูรินโย่

เมื่อพูดถึงระดับสโมสรทีมที่เล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นจนประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดก็คงเป็นเชลซี ในยุคของโชเซ่ มูรินโย่ กุนซือชาวโปรตุเกสที่ใช้แท็คติคเน้นเกมรับและเน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจแฟนบอลหลาย ๆ คนรวมถึงเจ้าของสโมสรอีกด้วย โดยปัจจัยที่ทำให้เกมรับของเชลซีในยุคมูรินโย่แข็งแกร่งคงหนีไม่พ้น ปราการหลังกัปตันทีม จอห์น เทอร์รี่ ที่เด่นทั้งเกมรับและมักจะขึ้นไปทำประตูจากลูกโหม่งได้อีกด้วย

ลิเวอร์พูลชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก 20192020

ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ สำหรับแชมป์ใหม่ป้ายแดงอย่างหงส์แดงลิเวอร์พูล ซึ่งต้องบอกว่าปัจจัยความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองได้ก็คงหนีไม่พ้นเกมรับที่แข็งแกร่ง โดยพวกเขาเสียประตูเพียงแค่ 33 ประตู ส่วนประตูที่ทำได้ต้องบอกว่าน้อยกว่าทีมรองแชมป์อย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้อยู่หลายประตู ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเกมรับที่ดีจึงสำคัญสำหรับทีมที่จะเป็นแชมป์อย่างมาก

ในโลกฟุตบอลปัจจุบันแท็คติกต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและแนวคิดของบรรดากุนซือของแต่ละทีม แต่สำหรับทีมที่ต้องการจะชนะก็ย่อมที่จะต้องมีเกมรุกที่ดุดัน ทำประตูคู่แข่งได้ แต่ก็ต้องมีเกมรับที่แข็งแกร่งไว้ใจได้เช่นเดียวกัน เพื่อชดเชยในวันที่เกมรุกอย่างเดียวอาจจะทำประตูไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ ปรัชญาของบรมกุนซือ เซอร์อเล็กเฟอร์กูสันที่ว่า เกมรุกที่ดีจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณเป็นแชมป์” น่าจะยังคงอยู่ไปกับโลกฟุตบอลอีกนานแสนนาน


ทีโมร์ แวร์เนอร์ เขี้ยวเล็บสิงห์บลูคนใหม่

ถือว่าจบข่าวเรียบร้อยโรงเรียนสิงห์บลูแล้ว กับการประกาศคว้าตัวกองหน้ากระทิงแดง ทีโมร์ แวร์เนอร์ ของไลป์ซิก ที่จะมาร่วมทีมเชลซีด้วยสัญญา 5 ปี โดยค่าตัวจะอยู่ที่ประมาณ 47.5 ล้านปอนด์ พร้อมรับค่าเหนื่อยที่ 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์โดยสัญญาจะสมบูรณ์ในสิ้นเดือนกรกฎาคม และแวร์เนอร์ได้ตัดสินใจที่จะไม่ลงเล่นในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ที่ยังไม่จบให้กับต้นสังกัดเก่าแล้ว

การได้ตัวทีโมร์ แวร์เนอร์ของเชลซีนั้นถือว่าเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กับเชลซีอย่างเต็มตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจจะใช้บริการศูนย์หน้าดาวรุ่งอย่าง แทมมี่ อับบราฮัม ซึ่งโชว์ฟอร์มฮ็อตในช่วงต้นฤดูกาล แต่ก็ไม่สามารถรักษาฟอร์มได้ตลอด จนทำให้หลายเกมกุนซือแฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องหันไปใช้บริการกองหน้าตัวเก๋าอย่างโอเลวิเย่ ชิรูห์ ซึ่งยังทำได้ไม่ดีมาก ดังนั้นการได้ตัวทีโมร์แวร์เนอร์มาเสริมแดนหน้าถือว่าเป็นการเขย่าเวทีพรีเมียร์ลีกได้แน่นอน

ประโยชน์ที่เชลซีจะได้รับจากทีโมร์ แวร์เนอร์นั้นถือว่าเต็มเปี่ยม ประเด็นแรกเชลซีจะได้กองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ ที่มีความเร็ว สามารถครองบอลได้ดี และยิงประตูได้คม สถิติของแวร์เนอร์ในบุนเดสลีการะบุว่า ความเร็วของของเฉลี่ยอยู่ที่ 24-33 กม./ชม. ส่วนสถิติการยิงประตูอยู่ที่นัดละ 0.86 ประตู ซึ่งถือว่าสำคัญมากในการจะช่วยให้เชลซีได้มีลุ้นในการเขย่าเวทีพรีเมียร์ลีกร่วมกับ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ความหลากหลายของแวร์เนอร์

นอกจากการเป็นกองหน้าตัวเป้าที่มีความเร็วและยิงประตูได้ดีแล้ว แวร์เนอร์ยังสามารถขยับไปเล่นในตำแหน่งตัวรุกอื่น ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากเป็นนักเตะที่มีความเร็ว ครองบอลดี และมีทัศนคติในการเล่นที่ดี ทำให้สามารถฉีกตัวเองมาเล่นเป็นตัวริมเส้นด้านข้างได้ หรือแม้กระทั่งถอยตัวเองลงมาเป็นกองหน้าตัวต่ำก็ยังได้ โดยสถิติระบุว่าเขาสามารถทำแอสซิสต์ได้ถึง 7 ครั้ง และ 6 ครั้งมาจากการเล่นในตำแหน่งหน้าต่ำ และเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำในการส่งบอลอยู่ที่ 72.5% ส่วนการเล่นเป็นตัวรุกริมเส้นเราอาจจะได้เห็นกันในหลาย ๆ จังหวะที่แวร์เนอร์สามารถเล่นงานฟูลแบ็กทั้งซ้ายขวาของคู่แข่งจนปั่นป่วนไม่เว้นแม้แต่ เบนชาแม็ง ปาวาร์ ของบาร์เยิร์น มิวนิค

การทุ่มทุนของเชลซีในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าไม่ได้แพงมากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของแวร์เนอร์และฐานะการเงินของเชลซี น่าจะทำให้แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ใช้ประโยชน์แวร์เนอร์อย่างเต็มที่ และเพิ่มความหลากหลายให้แนวรุกเชลซี ขึ้นมากพอสมควร สิ่งที่สำคัญคือตัวแวร์เนอร์จะสามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เร็วขนาดไหน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะยิ่งปรับตัวได้เร็วเท่าไหร่ เขี้ยวเล็บใหม่ของสิงห์บุคคลนี้ก็จะได้ขย้ำเหล่าแนวรับคู่ต่อสู้ได้เร็วแค่นั้น และจะช่วยยกระดับให้เชลซีได้ลุ้นในเป้าหมายใหญ่ได้ไกลกว่าเดิม


บทสรุป 4 ลีกดังยุโรป ได้แชมป์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ได้แชมป์ไปกันครบเรียบร้อยแล้วสำหรับลีกดังลีกใหญ่ของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ บุนเดสลีกาเยอรมัน ลาลีกา สเปน และกัลโช่ ซีรี่เอ อิตาลี ที่กลับมาฟาดแข้งกันต่อหลังจากพักเบรกเนื่องจากสถานการณ์โควิด -19 ที่น่าสนใจคือเมื่อได้แชมป์และปิดฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อยบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ก็จะกลับมาเตะในฟุตบอลถ้วยยุโรปกันต่อ ก่อนที่จะทยอยกันกลับมาเปิดฤดูกาลอีกครั้งก็ถือเป็นกำไรของแฟนบอลที่จะได้มีฟุตบอลดูกันตลอด

เยอรมัน อิตาลี แชมป์วังวลเดิม สเปนแชมป์เปลี่ยนมือ อังกฤษ ลิเวอร์พูลสร้างประวัติศาสตร์         

คงจะมีเพียงแค่พรีเมียร์ลีกเท่านั้นที่ทีมแชมป์ดูจะมีสีสันเนื่องจากเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล กับการรอคอยมานาน 30 ปี ทำให้บรรดาเดอะค็อปทั่วโลกต่างพากันฉลองกันยกใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่ต่างพากันขึ้นรถแห่แชมป์กันอย่างถ้วนหน้า ส่วน บุนเดสลีกา กับ กัลโช ซี่รี่เอ ก็ยังคงเป็นเจ้าเดิม บาร์เยิร์น มิวนิค และ ยูเวนตุส เจ้าเก่า ยังไร้เทียมทาน ไม่มีใครมาล้มได้ จนบางที อาจจะสร้างความน่าเบื่อให้กับฟุตบอลทั้ง 2 ลีกนี้ก็ได้ กับการที่เล่นยังไงก็ยังไม่มีทีมไหนที่จะสามารถสร้างทีมให้มีความทัดเทียมกับพวกเขาได้ ส่วนลาลีกาสเปน ฤดูกาลนี้ แชมป์ตกเป็นของเรอัล มาดริด ภายใต้การคุมทีมของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่สามารถแย่งแชมป์มาจากบาเซโลน่าได้ โดยในฤดูกาลนี้มาดริดทำแต้มห่างบาเซโลน่าถึง 5 คะแนน ถือเป็นความสำเร็จของราชันชุดขาวไป ส่วนบาเซโลน่าที่ดูจะมีปัญหานักเตะเริ่มโรยรา ในฤดูกาลหน้าอาจจะต้องมีการผ่าตัดทีมชุดใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ผู้จัดการทีม

จบบอลลีก เปลี่ยนบรรยากาศไปฟาดกันในถ้วยยุโรป

หลังจากจบฤดูกาลภายในลีกของแต่ละชาติแล้ว บรรดายักษ์ใหญ่ของแต่ละลีกก็จะกลับมาฟาดแข้งกันในถ้วยสโมสรยุโรป ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก และ ยูโรป้าลีก ซึ่งขณะนี้อยู่ในเส้นทางรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ทางยูฟ่าได้กำหนดโปรแกรมการแข่งขันมาแล้วโดยถ้วยแชมเปี้ยนลีก จะเตะกันในวันที่ 7-8 สิงหาคมนี้ โดยยึดเตะที่รังเหย้าของทีมเจ้าบ้านตามเดิม โปรแกรมจะประกอบด้วย ยูเวนตุส-โอลิมปิก ลียง, แมนเชสเตอร์ ซิตี้-เรอัล มาดริด, บาเยิร์น มิวนิก-เชลซี และ บาร์เซโลนา-นาโปลี

ส่วนถ้วยยูโรปา ลีก จะแข่งขันกันช่วงวันที่ 5-6 สิงหาคม ประกอบด้วย ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค-โวล์ฟสบวร์ก, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน-เรนเจอร์ส, วูล์ฟแฮมป์ตัน-โอลิมเปียกอส, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด-ลาสค์ ลินซ์, บาเซิล-ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต, เอฟซี โคเปนเฮเกน-อิสตันบูล บาซัคเซฮิร โดยมีอีกสองคู่ที่ต้องไปหวดแข้งที่สนามกลางในเยอรมันแบบนัดเดียว เนื่องจากยังไม่เริ่มแข่งขันตั้งแต่เกมนัดแรก นำโดย เกตาเฟ-อินเตอร์ มิลาน และ โรมา-เซบียา

ถือว่าเป็นสีสันใหม่และความยากลำบากของวงการฟุตบอลเลยก็ว่าได้สำหรับการที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด -19 ระบาดไปทั่วโลก แต่เห็นได้ว่าถึงแม้เชื้อโรคจะร้ายแรงเพียงใดก็ไม่อาจทำลายสีสันของเกมฟุตบอลไปได้เลย เพราะเมื่อมนุษย์เรามีใจรักในเกมฟุตบอลก็ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีเกมฟุตบอลแข่งขันและได้รับชมกันต่อไป


บุรีรัมย์กับการยกระดับเมือง ด้วยเรื่องฟุตบอล

หากพูดถึงจังหวัดบุรีรัมย์เมื่อหลายสิบปีก่อน ท่านผู้อ่านคงนึกภาพไม่ออกเลยใช่ไหมว่า ถ้าจะเก็บกระเป๋า ลางาน ไปเที่ยวบุรีรัมย์สักสองสามวัน จะต้องไปเที่ยวที่ไหน ไปเที่ยวอย่างไร เพราะจังหวัดบุรีรัมย์สมัยก่อนนั้นแทบจะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลากหลายแนวให้ได้ไปเยือนกันเลย มีเพียงโบราณสถานที่สำคัญและน่าสนใจทั้งสองแห่งได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ แต่ปัจจุบันคำพูด ความคิด หรือคำถามเหล่านั้นถูกทำลายแทบจะหมดไป เพราะในปัจจุบันจังหวัดบุรีรัมย์นั้นได้เปลี่ยนและยกระดับเมืองของตัวเองให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่มีหน้าตาเหมือนกับเมืองทั่ว ๆ ไปที่เน้นจุดขายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในตัวเมือง หรือแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาตินะ เพราะที่นี่ เขาผลักดันเมืองของตัวเองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งกีฬาที่ว่านั้นก็คือ กีฬาฟุตบอล นั่นเอง

ที่มาของบุรีรัมย์ เมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ก่อนที่จะมาเป็นสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รู้หรือไม่ว่าทีมนี้เขามีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เพราะก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดนั้น แรกเริ่มเดิมทีมีชื่อว่า สโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2552 นายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดังของประเทศและของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ทำการซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และเปลี่ยนชื่อมาเป็นบุรีรัมย์ พีอีเอ และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการสร้างสนามฟุตบอลมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นที่จังหวัดบุรีรัมย์แห่งนี้ด้วย เพราะไม่มีลู่วิ่งล้อมสนามฟุตบอลเหมือนกับสนามอื่น ๆ มากไปกว่านั้นสนามฟุตบอลแห่งนี้ยังได้การยอมรับจากฟีฟ่า และยังเป็นสนามระดับมาตรฐานสากลตามแบบฉบับของฟีฟ่าที่ใช้เวลาในการสร้างน้อยที่สุดในโลก โดยใช้เวลาในการสร้างเพียง 256 วันเท่านั้น จากสถิติดังกล่าวทำให้สนามฟุตบอลแห่งนี้ถูกบันทึกลงในกินเนสบุ๊คในฐานะสนามฟุตบอลมาตรฐานฟีฟ่าที่ใช้เวลาสร้างน้อยที่สุดในโลก จากที่กล่าวมาข้างต้นคืออานิสงส์ที่ทำให้เมืองเล็ก ๆ กลายมาเป็นเมืองที่หลาย ๆ คนในต่างจังหวัดให้ความสำคัญ

ผลิตเม็ดเงินเข้าจังหวัดจากฟุตบอล

จากการผลักดันให้บุรีรัมย์เป็นเมืองท่องเที่ยวโดยใช้ฟุตบอลเป็นจุดขาย ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีใครทำในเมืองไทย แต่จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ทำได้สำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะหากมีการแข่งขันในแต่ละครั้ง แฟน ๆ บอลจากทั่วทุกสารทิศ จะทำให้การเดินทางมายังจังหวัดบุรีรัมย์ จองห้องพัก และใช้จ่ายในจังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเพื่อเข้ามารับชมฟุตบอลในแต่ละครั้งนั้น กลับคืนสู่ธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างรายได้ให้แก่คนในจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้จังหวัดแห่งนี้เขายังมีสนามแข่งรถระดับมาตรฐาน และค่ายมวยขนาดใหญ่อีกนะ

หากมีโอกาส อยากให้ท่านผู้อ่านลองเปิดใจมาเยือนเมืองบุรีรัมย์สักครั้งในชีวิต และต้องขอบอกเลยว่าฟุตบอลไทยลีกน่าดูไม่แพ้ฟุตบอลของลีกอังกฤษเลยแม้แต่น้อย