ยุคสมัยที่ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามา แต่ทำไมเศรษฐกิจไทยกลับย่ำแย่ลง

อย่างที่รู้กันดีว่า ยุคนี้คือยุคของความเจริญก้าวล้ำสมัยทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในสังคมไทย สร้างความสะดวกสะบาย ความรวดเร็ว ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ที่มีการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ การติดต่อสื่อสาร ที่สามารถเห็นหน้ากันได้แม้จะอยู่ไกลถึงต่างประเทศ การเดินทางทั้งในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือเครื่องบิน  การทำธุรกิจที่สามารถประชุมกลุ่มกันได้ทางโทรศัพท์ รวมถึงความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ที่มีทั้งกล้องวงจรปิด และสัญญานเตือนกันขโมย เหล่านี้วัดถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยีได้อย่างเด่นชัดจากยุคเก่าก่อนที่การเดินทางแสนยากลำบาก รวมถึงการติดต่อสื่อสารที่ไม่ได้รับความสะดวกอย่างในยุคปัจจุบัน แต่คำถามคือ ทำไมเมื่อความทันสมัยเข้ามาเยือน เศรษฐกิจในสังคมไทยกลับแย่ลงและไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นมาเลย

ปัญหาเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบัน

ความเจริญทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมันก็เหมือนกระจกสองด้าน ด้านหนึ่งสร้างความสะดวกสบายต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสำหรับคนในยุคปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบโดยตรงให้ประชากรในประเทศไทยมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วย จะเห็นได้จากภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อค่าครองชีพสูง ประชากรในระดับรากหญ้าจนถึงระดับปานกลาง ก็ต้องมีการประหยัดค่าใช้จ่ายในการกิน การท่องเที่ยว และการบันเทิงด้านต่าง ๆ ลง ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการซื้อขายในประเทศ การเดินทาง ธุรกิจการบันเทิง จึงดูซบเซาแบบไม่มีวี่แววจะขยับตัวขึ้นเลย และที่สำคัญ ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนถึงปัญหาด้านภัยธรรมชาติและข่าวอาชญากรรมในเมืองไทย ทำให้ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนทำธุรกิจหรือท่องเที่ยวในประเทศไทยดังเช่นยุคก่อนๆ เงินในประเทศจึงไม่สะพัด จะเห็นได้ว่าประชากรไทยประสบปัญหาความยากจนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรากหญ้าอย่างกรรมกร และเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นที่น่าสลดใจ ว่าเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทันสมัยในเมืองไทยนั้น มันตอบโจทย์ประชากรไทยในระดับคนที่มีฐานะพอมีจนถึงคนที่ร่ำรวยมากกว่าจะมาช่วยเหลือคนจนระดับล่าง ที่ยังคงประสบปัญหาความยากลำบากเช่นเดิม

แนวทางแก้ปัญหา

จะเห็นได้ว่าสาเหตุหลักนั้นมาจาก บุคลากรในประเทศ เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะไม่เกิดการใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100% ถ้ามันยังคงได้ถูกนำมาใช้เพียงประชากรในบางกลุ่ม บางพวกเท่านั้น ดังนั้นเทคโนโลยีก็ต้องพัฒนาให้ควบคู่กับการพัฒนาคน ในด้านการศึกษา ให้ประชากรกลุ่มที่ด้อยโอกาสได้มีความรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และขณะเดียวกัน ผู้นำองค์กรต่าง ๆ ก็ควรมีจรรยาบรรณในอาชีพของตัวเอง รวมถึงจริยธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้านทีเดียว

จะเห็นได้ว่าความเจริญก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี และมันจะเกิดประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธิภาพเต็มร้อย ถ้าบุคลากรในประเทศได้ถูกพัฒนาควบคู่ไปด้วยทั้งในด้านของการศึกษาและจริยธรรม จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้ เพราะปัญหาต่างๆในประเทศล้วนเกิดจากคนทั้งนั้น ดังนั้นคนที่ไม่มีความรู้ก็ต้องเรียนรู้ คนที่มีการศึกษาสูงมีตำแหน่งหน้าที่ดี ๆ ก็ต้องปลูกฝังในเรื่องศีลธรรม เพราะเมื่อประชากรในประเทศเจริญแล้วประเทศชาติก็จะเจริญตามอย่างแน่นอน


ชาวเวเนซุเอล่าพากันอพยพซบไหล่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องจากพิษเศรษฐกิจ

เมื่อพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจก็เป็นที่ทราบกันดีว่าหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศเวเนซุเอล่าเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบนี้ ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยและทำงานอยู่ในเวเนซุเอล่าต้องอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องซึ่งบรรดาผู้อพยพนี้ 30% เป็นชาวเวเนซุเอล่า

เมื่อเดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงโบโกโต ประเทศโคลัมเบียได้รายงานว่า มีผู้อพยพจากประเทศเวเนซุเอล่าเข้ามายังประเทศโคลัมเบียถึง 550,000 คน จากผลกระทบของปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศทำให้คนโคลัมเบียที่อาศัยอยู่ในเวเนซุเอล่าต้องหนีกลับมายังประเทศตัวเอง รวมทั้งชาวเวเนซุเอล่าเองต้องอพยพออกจากประเทศเพื่อเอาชีวิตรอด จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลให้รัฐบาลโคลัมเบียจำเป็นต้องช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และมอบปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีพ เช่น น้ำ อาหาร ยารักษาโรค ให้กับผู้อพยพเพื่อทำการหาที่อยู่ถาวรต่อไป

ปัญหาเศรษฐกิจในเวเนซุเอล่าดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังสืบเนื่องมาจนเดือนมิถุนายนในปีเดียวกัน โดยมีจำนวนผู้อพยพออกจากประเทศมายังโคลัมเบียซึ่งบางคนมีแผนว่าจะเดินทางต่อไปยังประเทศเอกวาดอร์ทำให้จำนวนผู้อพยพนั้นมีมากขึ้นกว่าล้านคน สำนักข่าวจากโคลัมเบียได้รายงานไว้ว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศโคลัมเบียต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อรองรับการทำงานในด้านการตรวจสอบเอกสารการเข้าเมืองของผู้อพยพจากเวเนซุเอล่าจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ความคาดหวังที่ชาวเวเนซุเอล่าได้ให้ไว้กับรัฐบาลนั้นดูเหมือนจะเป็นความหวังอันเลือนลาง เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อนั้นยังคงเรื้อรัง และดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ผ่านมาได้มีจำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคนเพราะทนกับปัญหาภาวะข้าวยากหมากแพงจนต้องอดมื้อกินมื้อไม่ไหว ซึ่งการอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ใช่แค่โคลัมเบียแต่ลุกลามไปถึงประเทศแถบละตินอเมริกาใกล้เคียงเช่น เอกวาดอร์ บราซิล และเปรู ส่งผลให้ประเทศเหล่านี้ต้องสร้างมาตรการที่รัดกุมเพื่อรองรับผู้ลี้ภัย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะวิกฤตเช่นนี้คือราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลเวเนซุเอล่าที่เข้าไปแทรกแซง และควบคุมทุกอย่างทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้คนที่จ้างงานประชาชนกลายเป็นรัฐบาล และเมื่อรัฐบาลล้มจากภาวะการเมืองและเงินเฟ้อจึงไม่มีเงินจ้างประชาชน ดังนั้นการทำงานจึงต้องลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในหมู่ของชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน ถึงแม้รัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนสกุลเงินก็ยังไม่ทำให้ปัญหานี้ถูกคลี่คลาย คนเวเนซุเอล่าจึงพากันลี้ภัยไปตายเอาดาบหน้าในประเทศเพื่อนบ้าน

จะเห็นว่าสิ่งที่คิดว่าแน่นอนที่สุดกลับเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ฉะนั้นการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังจึงเป็นเรื่องที่เราควรคำนึงถึง โดยเฉพาะการมีเงินสำรองเพื่อใช้ในเวลาฉุกเฉิน เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ก็คือการไม่ฟุ่มเฟือย