ยุคสมัยที่ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามา แต่ทำไมเศรษฐกิจไทยกลับย่ำแย่ลง

อย่างที่รู้กันดีว่า ยุคนี้คือยุคของความเจริญก้าวล้ำสมัยทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในสังคมไทย สร้างความสะดวกสะบาย ความรวดเร็ว ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ที่มีการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ การติดต่อสื่อสาร ที่สามารถเห็นหน้ากันได้แม้จะอยู่ไกลถึงต่างประเทศ การเดินทางทั้งในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือเครื่องบิน  การทำธุรกิจที่สามารถประชุมกลุ่มกันได้ทางโทรศัพท์ รวมถึงความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ที่มีทั้งกล้องวงจรปิด และสัญญานเตือนกันขโมย เหล่านี้วัดถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยีได้อย่างเด่นชัดจากยุคเก่าก่อนที่การเดินทางแสนยากลำบาก รวมถึงการติดต่อสื่อสารที่ไม่ได้รับความสะดวกอย่างในยุคปัจจุบัน แต่คำถามคือ ทำไมเมื่อความทันสมัยเข้ามาเยือน เศรษฐกิจในสังคมไทยกลับแย่ลงและไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นมาเลย

ปัญหาเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบัน

ความเจริญทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมันก็เหมือนกระจกสองด้าน ด้านหนึ่งสร้างความสะดวกสบายต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสำหรับคนในยุคปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบโดยตรงให้ประชากรในประเทศไทยมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วย จะเห็นได้จากภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายให้กับรัฐที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อค่าครองชีพสูง ประชากรในระดับรากหญ้าจนถึงระดับปานกลาง ก็ต้องมีการประหยัดค่าใช้จ่ายในการกิน การท่องเที่ยว และการบันเทิงด้านต่าง ๆ ลง ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการซื้อขายในประเทศ การเดินทาง ธุรกิจการบันเทิง จึงดูซบเซาแบบไม่มีวี่แววจะขยับตัวขึ้นเลย และที่สำคัญ ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนถึงปัญหาด้านภัยธรรมชาติและข่าวอาชญากรรมในเมืองไทย ทำให้ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนทำธุรกิจหรือท่องเที่ยวในประเทศไทยดังเช่นยุคก่อนๆ เงินในประเทศจึงไม่สะพัด จะเห็นได้ว่าประชากรไทยประสบปัญหาความยากจนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรากหญ้าอย่างกรรมกร และเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นที่น่าสลดใจ ว่าเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทันสมัยในเมืองไทยนั้น มันตอบโจทย์ประชากรไทยในระดับคนที่มีฐานะพอมีจนถึงคนที่ร่ำรวยมากกว่าจะมาช่วยเหลือคนจนระดับล่าง ที่ยังคงประสบปัญหาความยากลำบากเช่นเดิม

แนวทางแก้ปัญหา

จะเห็นได้ว่าสาเหตุหลักนั้นมาจาก บุคลากรในประเทศ เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะไม่เกิดการใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100% ถ้ามันยังคงได้ถูกนำมาใช้เพียงประชากรในบางกลุ่ม บางพวกเท่านั้น ดังนั้นเทคโนโลยีก็ต้องพัฒนาให้ควบคู่กับการพัฒนาคน ในด้านการศึกษา ให้ประชากรกลุ่มที่ด้อยโอกาสได้มีความรู้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และขณะเดียวกัน ผู้นำองค์กรต่าง ๆ ก็ควรมีจรรยาบรรณในอาชีพของตัวเอง รวมถึงจริยธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้านทีเดียว

จะเห็นได้ว่าความเจริญก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี และมันจะเกิดประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธิภาพเต็มร้อย ถ้าบุคลากรในประเทศได้ถูกพัฒนาควบคู่ไปด้วยทั้งในด้านของการศึกษาและจริยธรรม จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้ เพราะปัญหาต่างๆในประเทศล้วนเกิดจากคนทั้งนั้น ดังนั้นคนที่ไม่มีความรู้ก็ต้องเรียนรู้ คนที่มีการศึกษาสูงมีตำแหน่งหน้าที่ดี ๆ ก็ต้องปลูกฝังในเรื่องศีลธรรม เพราะเมื่อประชากรในประเทศเจริญแล้วประเทศชาติก็จะเจริญตามอย่างแน่นอน


คนไทยเฮลั่นเตรียมยิ้มหวานกันทั้งแผ่นดิน ยาสูบเตรียมหนุน กัญชา & กัญชง เป็นพืชเศรษฐกิจ

เมื่อพูดถึงกัญชาหลายคนคงคิดถึงยาเสพติดที่ผิดกฎหมายและส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง แต่บางประเทศได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นกัญชาเพื่อนำมาใช้ทางการแพทย์โดยให้อยู่ในความควบคุมของรัฐ สำหรับสรรพคุณทางการแพทย์ของกัญชานั้นมีหลายอย่าง เช่น บรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน ปวดประจำเดือน บรรเทาอาการหอบหืดเพราะมีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลม ช่วยรักษาอาการเบื่ออาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาโรคผิวหนังได้ และยังสามารถรักษาโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดจากการสูบบุหรี่ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีพืชอีกหนึ่งชนิดที่มีชื่อ และคุณสมบัติคล้ายกันนั่นคือ กัญชง ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างอัศจรรย์จนได้รับการยอมรับในวงการการแพทย์หลายประเทศว่าควรหนุนให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกเพื่อนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคในแขนงต่าง ๆ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบำรุงโลหิต ยาช่วยผ่อนคลายแก้ปัญหานอนไม่หลับ ยาแก้ปวดหัวรักษาไมเกรน ยาแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ยารักษาโรคท้องร่วง โรคบิด นอกจากนี้กัญชงยังเป็นยาแก้ปวดชั้นดีช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแผลในผู้ป่วยหลังผ่าตัด ยิ่งไปกว่านั้นเมล็ดกัญชงยังใช้เป็นยาสลายนิ่วได้อีกด้วย

สำหรับในต่างประเทศบางแห่งก็ได้มีการปรับแก้กฎหมายให้สามารถซื้อขายกัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย เช่น ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายใหม่ อนุญาตให้ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการสามารถขายกัญชาเพื่อการพักผ่อนให้แก่ผู้ซื้อที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป โดยผู้ซื้อสามารถซื้อได้คนละไม่เกิน 1 ออนซ์/วัน ซึ่งผู้ซื้อจะต้องนำกัญชาไปบริโภคในพื้นที่ส่วนบุคคลเท่านั้น และห้ามขับขี่ยานพาหนะขณะที่ได้รับอิทธิพลจากกัญชา นอกจากนี้ยังห้ามนำกัญชาออกนอกรัฐ ในส่วนของผู้ขายนั้นนอกจากจะต้องขอใบอนุญาต และเสียภาษีในอัตราที่สูงแล้ว ยังห้ามโฆษณา และห้ามขายในยามวิกาลอีกด้วย ซึ่งการปรับแก้กฎหมายในครั้งนี้ส่งผลให้มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้รายรับจากการเก็บภาษีกัญชาจำนวนมหาศาล และสามารถนำรายได้ส่วนนี้ไปพัฒนามลรัฐในด้านอื่น ๆ ต่อไป

ส่วนในบ้านเรานั้นเริ่มเห็นประโยชน์จากพืชเศรษฐกิจสองชนิดนี้ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมาได้มีการแถลงจากผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทยเรื่องเตรียมขยายธุรกิจเพื่อนำรายได้มาชดเชยส่วนที่เสียไปจากการแก้กฎหมายใหม่ของกรมสรรพสามิต โดยจะสนับสนุนให้ชาวไร่ผู้ปลูกยาสูบได้ปลูกพืชชนิดอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกัญชาและกัญชงจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะได้รับการรับรองจากทางภาครัฐให้เป็นพืชถูกกฎหมาย และอยู่ในการควบคุมของรัฐอย่างใกล้ชิดในระหว่างทำการปลูกเพื่อนำไปเป็นผลผลิตทางการรักษาในวงการการแพทย์ และอาหารเสริมของประเทศต่อไป

สิ่งที่หลายคนเป็นกังวลก็คือ การปรับแก้ให้สิ่งผิดกฎหมายได้กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายนั้นอาจส่งผลเสียต่อเยาวชนและสังคมในอนาคต แต่ยังคงเชื่อว่าการประกาศครั้งนี้มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากดังนั้นในฐานะประชาชนของประเทศจึงต้องรอดูต่อไป

 


ทางออกของธุรกิจนิตยสารกับพฤติกรรมการอ่านของนักอ่านยุคดิจิทัล เมื่อตัวหนังสือมาโลดแล่นบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ถึงแม้ว่าการได้เดินเลือกซื้อหนังสือเล่มจริง ๆ ที่ร้าน จะยังเป็นกิจกรรมที่บรรดาเหล่านักอ่านชื่นชอบทำหากมีเวลาว่าง แต่ด้วยความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีมอบให้เราในทุกวันนี้ การที่นักอ่านสามารถเลือกเรื่องราวที่ชื่นชอบมากมายในโลกได้เพียงแค่สะบัดนิ้วมือบนจอไอแพด แท็บเล็ต หรือจอมือถือ และการอ่านบนเครื่องมือเหล่านี้ ก็ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านของนักอ่านยุคดิจิทัลไปอย่างมาก ทั้งเรื่องของราคาที่ถูกกว่า ไม่ต้องแบกหนังสือหนัก ๆ ไปทุกที่

ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อ่านก็ส่งผลกระทบกับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ หรือนิตยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจจะเรียกว่าได้ส่งผลรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์อย่างชัดเจน เห็นได้จากการที่นิตยสารหลายสำนักได้ปิดตัวลง หรือบางสำนักก็ปรับตัวเล็กน้อย โดยการลดขนาดหรือเนื้อหาลงเพื่อลดต้นทุน แต่ทั้งนี้เช่นเดียวกับธุรกิจในภาคอื่น ๆ ที่หากไม่ปรับตัวด้วยการนำเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจในอนาคต ก็อาจจะต้องจบลงและล้มหายตายจากไปได้ในที่สุด

การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดคือเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร และแท้จริงแล้วเทคโนโลยีคือมิตรที่ดีที่สุดในยุคนี้

หากการดำเนินธุรกิจจะต้องเปลี่ยนไปด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยี ธุรกิจใดที่ปฏิเสธกระแสเทคโนโลยีนั้นก็ไม่สามารถไปต่อได้ในเมื่อเทคโนโลยีกำลังเป็นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจในทุกภาคส่วนซะแล้ว ธุรกิจนิตยสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีของดี คือเนื้อหาที่อยู่บนหน้ากระดาษ จึงควรต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของเนื้อหานั้นให้ขึ้นไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้บริการกับนักอ่านในยุคดิจิทัลให้ได้โดยเร็ว ประกอบกับการจัดการด้านการตลาดที่เข้มข้นขึ้น เพราะต้องแข่งขันกับเนื้อหาอื่น ๆ ที่วิ่งไปมาบนหน้าจอของนักอ่าน เช่น ข่าวด่วนต่าง ๆ หรือ สินค้าออนไลน์ที่มาแย่งเวลาในการอ่านไป เป็นต้น

การปรับประเภทของเนื้อหาในนิตยสารให้เข้ากับเทรนด์ของผู้อ่านยุคดิจิทัล ก็ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่ต้องปรับเปลี่ยน ผู้อ่านต้องการข้อมูลใหม่ ๆ เนื้อหาใหม่ ๆ ที่กระชับ ตรงประเด็นและสามารถแชร์ต่อได้ง่าย หากนิตยสารที่พัฒนาสู่นิตยสารออนไลน์แล้ว แต่ยังมีเนื้อหาที่ล้าหลังก็อาจถูกกลืนหายไปกับคลื่นของข้อมูลอื่นได้อยู่ดี สิ่งเหล่านี้ประกอบกันเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ธุรกิจนิตยสารจะต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงการสร้างรายได้ผ่านการทำโฆษณาที่แทรกอยู่ในเนื้อหาก็เป็นอีกด้านที่ต้องเลือกวิธีการให้มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์กับธุรกิจ เพราะการแทรกหรือการแฝงโฆษณาในขณะที่ผู้อ่านกำลังอ่านในแพลตฟอร์มนิตยสารออนไลน์นั้นย่อมมีผลต่อการเลือกอ่านนิตยสารออนไลน์นั้น ๆ ต่อไปในอนาคตเช่นกัน

 


เปิดเทอมแล้ว ผู้ปกครองยุคใหม่กับการวางแผนการใช้จ่ายค่าการศึกษาของลูก ๆ

ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ผู้ปกครองนักเรียนไทยมีอันต้องเสียทรัพย์กันเป็นจริงเป็นจัง เพราะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาต่างพากันทำการตลาดอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้าถุงเท้า แต่ละแบรนด์พากันอัดโปรโมชั่นถล่มทลาย เพื่อแย่งชิงเงินในกระเป๋าของบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง จากข่าวการสำรวจของกรุงเทพโพลล์ในปี 2018 เปิดเผยว่า คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่มากถึงร้อยละ 66.8 ให้ข้อมูลว่า การให้ลูกได้เรียนพิเศษเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียนนั้น มีความจำเป็นในระดับมาก และในเรื่องการวางแผนด้านการศึกษาของลูก ๆ นั้น การเรียนภาษาที่ 3 เพิ่มเติมมีความจำเป็นร้อยละ 40.8 เช่น การให้ลูกไปเรียนภาษาจีนหรือ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น และในส่วนการจัดสรรงบสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของลูก ๆ นั้นมีการจัดสรรเตรียมไว้แล้วคิดเป็นร้อยละ 70.6 ทั้งหมดนี้เป็นการเก็บข้อมูลสำรวจจากพ่อแม่และผู้ปกครองจำนวน 1,175 คน ที่มีลูกหลานเรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาระที่ยิ่งใหญ่และหน้าที่ที่ปฏิเสธไม่ได้กับการหาเงินเพื่ออนาคตลูกหลานที่รัก

สอดคล้องกับผลการสำรวจปี 2018 ด้านพฤติกรรมของพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวน 400 คน ในเขตกทม. และปริมณฑลเช่นกัน ถึงเรื่องความกังวลใจในสภาพคล่องช่วงเปิดเทอมของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่เปิดเผยข้อมูลว่า ร้อยละ 64 มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินที่ยังคงมีอยู่ นอกจากค่าเทอมแล้วก็ยังมีค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน ค่าเรียนเสริมทักษะต่าง ๆ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ เช่น ค่ารถรับส่ง เป็นต้น โดยพ่อแม่ผู้ปกครองมีที่มาของเงินเพื่อการศึกษาของลูก จากการพยายามลดค่าใช้จ่ายประจำวันบางส่วนออกไป ประหยัดมากขึ้น และการนำเงินออมออกมาใช้ หรือบางคนก็มีการกู้ยืมเงินทั้งในและนอกระบบ เพื่อมาหมุนเวียนใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมนี้

ด้วยหน้าที่ที่หนีไม่ได้ของคนเป็นพ่อแม่ การวางแผนทางการเงินล่วงหน้าจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็มีความตั้งใจในการสนับสนุนด้านการศึกษา โดยการจัดโครงการด้านทุนการศึกษาเป็นประจำ เช่น ทุนนักเรียนที่มีผลการเรียนดี ทุนการศึกษาต่อเนื่องพร้อมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามโรงเรียนของรัฐที่ช่วยเปิดโอกาสให้กับนักเรียนที่ผู้ปกครองมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายทางการศึกษาได้มีช่องทางผ่อนผันภาระลงได้บ้าง ส่วนในด้านของภาคเอกชน โรงเรียนกวดวิชาบางแห่งก็มีความเข้าใจถึงภาระของผู้ปกครอง จึงได้จัดรูปแบบการสอนไปสู่การเรียนผ่านสื่อสมัยใหม่ เช่น e – learning หรือการเรียนผ่านทางออนไลน์ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้จากที่บ้าน เพื่อประหยัดภาระเรื่องการเดินทางและค่าหนังสือให้กับผู้ปกครองได้เช่นกัน

 


เทคโนโลยีกับสังคมสูงวัย การปรับตัวเข้าหากันและกันของทั้งสองฝ่าย

หลายปีมาแล้วที่มีการกล่าวถึงสังคมสูงวัย ไม่ใช่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่เป็นการกล่าวถึงในระดับโลก และมีการพยายามเชื่อมโยงประโยชน์ต่าง ๆ ของเทคโนโลยี เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดกับผู้สูงวัย หรือข้อแนะนำในการปรับตัวของผู้สูงวัยให้พร้อมใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นประเทศที่มีอัตราส่วนของผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นประเทศใกล้บ้านกับประเทศไทย ที่ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีที่เรียกว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence หรือเรียกย่อ ๆ ว่า AI มาใช้ในการช่วยเหลือผู้สูงวัยในด้านต่าง ๆ เช่น หุ่นยนต์ที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุในการเดินและช่วยเหลือตัวเอง ได้ในขณะที่อยู่ตามลำพัง หรือในประเทศโซนยุโรปอย่างสวีเดน ก็ได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อเป็นพยาบาลส่วนตัวของผู้สูงอายุ ไว้คอยช่วยสื่อสารกับทีมแพทย์ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเอง ในประเทศไทยเองนั้นก็ทีมโปรแกรมเมอร์นักพัฒนามากมาย ที่ได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้ข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้สูงอายุ มีแม้กระทั่งการสามารถขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยแพทย์ฉุกเฉินต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันได้ง่ายดายเพียงแค่กดปุ่มเดียว ซึ่งการพัฒนาในหลากหลายรูปแบบเหล่านี้จากทั่วโลกคือการบ่งบอกถึงความตระหนัก และการใส่ใจในคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยที่ กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ความสะดวกสบายและการใช้จ่ายของผู้สูงวัย

                นอกจากเทคโนโลยีที่สร้างมาเพื่อสูงวัยโดยเฉพาะแล้ว เทคโนโลยีด้านการบริการที่อำนวยความสะดวกแก่ทุกคนบนโลกใบนี้ อย่างเช่นการซื้อของออนไลน์และจ่ายเงินทางออนไลน์ (หรือการทำธุรกรรมออนไลน์) ก็ช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงวัยสามารถเป็นลูกค้าที่ดีในกลุ่มธุรกิจบริการออนไลน์นี้เช่นกัน จากรายงานของ The New Age of Thais ของนีลเส็น ให้ข้อมูลว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้สูงวัยรับหน้าที่หลักเป็นผู้จับจ่าย ซื้อของใช้เข้าบ้านแทนลูกหลาน โดยพฤติกรรมของการซื้อสินค้าของกลุ่มผู้สูงวัยนั้น เป็นการซื้อสินค้าประเภทที่เกี่ยวกับสุขภาพและอาหารสัตว์เป็นส่วนใหญ่ เพราะผู้สูงวัยมักนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนแก้เหงา และรวมไปถึงสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภคทั่วไปเช่นกัน

เมื่อโครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนไปเช่นนี้ แน่นอนทีเดียวว่าต้องมีอิทธิพลต่อผู้ผลิตสินค้าและร้านค้าต่าง ๆ เพราะพฤติกรรมและกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงวัยที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ก็ทำให้นักการตลาดและแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าผู้สูงวัยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสื่อที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เช่น ฉลากสินค้าที่ตัวใหญ่เหมาะสม อ่านง่าย หรือแม้กระทั่งบริการที่ช่วยเบาแรง เช่น รถเข็นไฟฟ้า การบริการส่งสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงวัยกลายเป็นลูกค้าที่ดีต่อไป ซึ่งก็เป็นการดูแลผู้สูงวัยไปด้วยเช่นกัน

 


แรงงานต่างด้าว มุ่งมั่นทำงาน ส่งเงินกลับบ้านเพิ่มขึ้น

ในประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานอยู่มาก เนื่องจากโดยส่วนมากแล้วตำแหน่งงานต่าง ๆ ในประเทศไทยสำหรับคนต่างด้าวแล้ว ถือเป็นแหล่งรายได้ที่ดีกว่าการทำงานอยู่ในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งมีทั้งแรงงานชายและหญิง โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวหญิงที่ประเทศไทยเองก็มีอัตราการรับแรงงานต่างด้าวหญิงเข้ามาทำงานก่อสร้างมากกว่า 200,000 คน เมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าทุกประเทศในโลกเลยทีเดียว

ซึ่งลักษณะของแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในไทยนั้นจะมีความขยันอดทน ทำงานในตำแหน่งงานและงานประเภทที่คนไทยมักจะไม่ค่อยอยากทำ และมีความพยายามพัฒนาตนเองในด้านภาษา ให้สามารถสื่อสารและขยับไปสู่ตำแหน่งงานที่สร้างรายได้ที่ดีขึ้น สอดคล้องกับรายงานข่าวของประเทศมาเลเซีย ที่ระบุว่าแรงงานต่างด้าวในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกนั้น สามารถส่งเงินกลับบ้านไปให้ครอบครัวในประเทศ และภูมิลำเนาของตนเองในปีที่ผ่านมามากถึง 256,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงตามรายงานของกองทุนเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตรระหว่างประเทศ ของสหประชาชาติ (IFAD) โดยแรงงานจะทำงานอยู่ในภาคส่วนของงานการก่อสร้าง การทำงานดูแลบ้าน และการดูแลทางการแพทย์ เป็นส่วนใหญ่

อนาคตที่ดีขึ้นและค่าธรรมเนียมในการส่งเงินข้ามประเทศ

                จากรายงานของ IFAD ให้ข้อมูลว่าแรงงานต่างด้าวมีจำนวนครั้งในการส่งเงินกลับบ้าน เฉลี่ย 8 – 10 ครั้ง ต่อปี ซึ่งก็ทำให้ต้องพบเจอกับการจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนเงินข้ามประเทศ ที่รวมแล้วก็เป็นอัตราที่มากพอสมควร โดยรายงานจากยูเอ็นให้ข้อมูลว่า ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินข้ามประเทศของแรงงานต่างด้าวแต่ละคน เฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 7 % ของมูลค่าเงินทั้งหมดที่ส่งกลับบ้านเลยทีเดียว โดยทางยูเอ็นเองก็ได้มีการพยายามเร่งให้การช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคโนโลยี เช่นด้านอินเทอร์เน็ต เข้ามาช่วยสนับสนุนและเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าธรรมเนียม ให้คนต่างด้าวได้มีช่องทาง และโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวในอนาคต

โดยในประเทศไทยเองในปี 2018 นี้ ทางด้านของการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว ก็มีการอนุญาตให้ปรับเพิ่มระยะเวลา ในการให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวมาทำการตรวจวีซ่า เพื่อให้เข้ามาอยู่และทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 61 นี้ ทั้งนี้ยังมีการอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ตลอดจนการยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน รวมถึงล่าสุดได้มีการแจ้งให้นายจ้างที่มีสถานที่ทำงานในกทม. และมีลูกจ้างต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ และตรวจสุขภาพเรียบร้อยแล้ว สามารถกำหนดวันนัดหมายเข้าศูนย์บริการเบ็ดเสร็จของกรมฯ (OSS) เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงานได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ Internet ได้แล้วอีกด้วย

 


ปีใหม่ ทำสิ่งใหม่ เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ปี 2561 นับเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ปีแห่งโอกาส โอกาสในการที่เราสามารถจะเลือกประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลัก อาชีพรองก็มองหาได้ทั้งนั้น ที่สำคัญมีให้เลือกกันอย่างหลากหลายอาชีพอีกด้วย สำหรับคนที่ชอบค้นหาอะไรใหม่ ๆ ได้เปรียบแน่นอนในยุคนี้

โอกาสที่ว่าเป็นยังไงนะเหรอ ก็อย่างเช่น คนอยู่บ้านก็สามารถทำงานได้ รับงานจากผู้ว่าจ้าง งานเสร็จก็รับเงิน ง่าย ๆ หรือถ้าจะเรียกว่าเป็นฟรีแลนซ์ก็ไม่ผิด นอกจากจะเป็นอาชีพจำพวกฟรีแลนซ์แล้วนั้น ยุคนี้ก็ยังมีอาชีพอื่น ๆ อีกมากที่น่าสนใจ และเราสามารถทำเป็นงานเสริม เป็นรายได้เสริมจากงานประจำของเราอีกด้วยก็ได้ เช่น หากคุณมีรถส่วนตัว และในวันเสาร์ อาทิตย์ก็อาจจะว่าง เราก็ใช้เวลาตรงนี้แหละ ใช้รถของเราให้เป็นประโยชน์ รับจ้างขนของ หรือเปิดเป็นบริการส่งของตามที่ต่าง ๆ ก็ได้ หรือถ้าเป็นคนชอบงานที่หนักเอาเบาสู้หน่อย เย็นเลิกงานมาก็ไปเป็นพนักงานตามร้านอาหารก็ได้ เดี๋ยวนี้ร้านอาหารเกิดใหม่อย่างกับดอกเห็ด ยิ่งแถวไหนเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยยิ่งได้เปรียบใหญ่ สามสี่ชั่วโมง ก็มีรายได้เสริมมาจุนเจือตัวเองสบาย ๆ แล้ว ใช้เวลาไม่มากเกินไป มีเวลากลับมาพักผ่อนทำงานตอนเช้าอีก ดีไหมล่ะ

ถ้าคนไหนมีความสามารถ เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง ก็ใช้ความสามารถของตัวเองให้เกิดประโยชน์ ที่จริงตามตลาดนัดกลางคืน ถนนคนเดินก็พบเห็นได้บ่อย ๆ อยู่เหมือนกัน เอาความสามารถบวกความกล้า แล้วลุย รับรองว่าได้เรื่องแน่นอน (แต่ได้ยังไงค่อยว่ากันอีกที)

บ้านเมืองเราเป็นที่อิจฉาของต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ ทั้งในด้านสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การเข้ามาลงทุน และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจไปพร้อม ๆ กัน ปี ๆ หนึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวหลายสิบล้านคนจากทั่วประเทศแต่นักท่องเที่ยที่วเข้ามามากที่สุด เห็นจะเป็นจากประเทศจีน แต่แว่ว ๆ ว่ามีคำจีนวิพากษ์วิจารณ์กันในโซเซียลมีเดียกันอย่างแพร่หลาย เกี่ยวกับมาตรฐานในการบริการนักท่องเที่ยวของไทย คือถ้าคนไทยราคาบริการก็จะถูกหน่อย แต่ถ้าเป็นคนจีนก็จะอัพขึ้นเป็นเท่าตัว หรือสองเท่าตัว เข้าข่ายสองมาตรฐานอะไรประมาณนี้ คิด ๆ ดูก็น่าเห็นใจนักท่องเที่ยวนะ มาเที่ยว เอาเงินมาให้กับประเทศเขาแล้ว ยังถูกเอาเปรียบอีก ใจร้ายชะมัด แต่ไม่เป็นไรถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นครูของเราละกัน มาเริ่มกันใหม่ อะไรที่มันผิดพลาดไปแล้วก็ปรับปรุงเสีย ต้องมองว่ามันเป็นโอกาสของเราที่เราสามารถถือเอาการท่องเที่ยวมาสร้างอาชีพสร้างรายได้ สำคัญคือหน่วยงานท้องถิ่นหรือที่เกี่ยวข้องก็ควรเข้ามามีบทบาทร่วมด้วยเช่นกัน

ปีใหม่แล้ว ลองหาอะไรใหม่ ๆ ไม่แน่เราอาจจะค้นพบอะไรที่ใช่ในปีนี้ก็เป็นได้ โอกาสมีก็ต้องรีบคว้าเอาไว้

Category: เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ, นักท่องเที่ยว, รายได้เสริม
เครดิตภาพ : https://goo.gl/9tLzx2


สัมพันธ์ไทย-อิหร่านแน่น หนุนไทยส่งออกข้าว

ข่าวคราวที่ได้ยินมาหากเป็นเรื่องจริง คงทำให้ชาวนา ชาวสวน ผู้ประกอบการของไทยคงได้ยิ้มออกกันบ้าง ในเรื่องที่ไทยพยายามพื้นความสัมพันธ์กับอิหร่านในด้านความร่วมมือเรื่องการค้าระหว่างประเทศ จากการรายงานของกระทรวงพาณิชย์ อิหร่านซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในอดีต

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ากระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศอิหร่าน เพื่อพูดคุยหารือกันเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำความตกลงกันในเรื่องของการค้าข้าว ซึ่งที่ผ่านไทยกับอิหร่านก็ถือว่ามีความสัมพันธ์กันอยู่บ้างแล้ว แต่ปีนี้จะมีความพิเศษหน่อย นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะพิเศษยังไง ต้องรอติดตามผล

แต่ที่รู้แน่นอนคือในการประชุมที่จะใกล้จะถึงนี้ เป็นเรื่องที่ดีต่อเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอย่างแน่นอน เพราะจากปีที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวไปอิหร่านรวมกว่า 3 แสนตัน ถ้าคิดเป็นมูลค่าก็ประมาณ 4,300 ล้นบาท ไม่น้อยทีเดียว จากปริมาณการส่งออกข้าวดังกล่าว ทำให้เกษตรกรไทยบางส่วนพอได้มีเงินจับจ่ายใช้สอยบ้าง อาจจะไม่มากไม่มาย แต่ข่าวดีคือ การส่งออกข้าวไทยปีนี้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น และหวังว่ารายได้จะกระจายไปสู่พี่น้องเกษตรกรได้กว้างขวางขึ้นเช่นกัน

มาดูว่าสินค้าไทยมีอะไรบ้างที่ส่งออกไปยังประเทศอิหร่าน โดยการจัดอันดับของกระรวงพาณิชย์ 5 อันดับ คือ ข้าว ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับยาง ผลไม้กระป๋องและอาหารแปรรูป เป็นต้น ดูจากสินค้าที่ส่งออกแล้วถือเป็นสินค้าที่ไทยผลิตเป็นหลักอยู่แล้ว

เมื่อรู้กันแล้วว่าไทยเราส่งอะไรไปอิหร่าน เรามาดูทางฝั่งอิหร่านบ้างว่าส่งอะไรมาให้ไทย สินค้าที่ไทยนำเข้าจากอิหร่านได้แก่ เหล็กกล้า พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สัตว์น้ำสดแช่เย็น แช่แข็ง เคมีภัณฑ์ และเชื้อเพลิง เป็นต้น การค้าการลงทุนก็ต้องแบบนี้แหละ ต้องขายแล้วก็ต้องซื้อในเวลาเดียวกัน ไม่ต้องพูดถึงระดับประเทศ แค่ค้าขายในชุมชนก็ยังจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกัน

อย่างไรก็ตามการค้าระหว่างประเทศของไทยกับอิหร่านยังมีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น โดยไทยตั้งเป้าว่าจะส่งออกข้าวให้อิหร่านปีละ 7 แสนตันเช่นเดิม หลังจากที่เคยมีการลดการนำเข้าข้าวของอิหร่านไป เนื่องด้วยความไม่แน่นอนทางสังคมการเมือง ของประเทศเพื่อนบ้าน อิหร่านเองก็วางตัวลำบาก

ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรไทยทุกหย่อมหญ้า เพราะถ้าหากไทยสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าที่วางไว้ นั่นหมายความว่าเกษตรกรไทยก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมหลายเท่า แต่ยังไงก็ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะกระทบกับเป้าที่วางไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นในประเทศของไทยเอง และปัจจัยเสี่ยงทีอาจจะเกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน

Category : เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ,  การค้าระหว่างประเทศ,  อิหร่าน

 

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/photo-1807486/


จับตาทิศทางพลังงานไทยปี 61 ไฟฟ้าต้องสว่างไสวทุกพื้นที่

เศรษฐกิจไทยที่น่าจับตามองขณะนี้คงหนี้ไม่พ้นเรื่องของพลังงานไฟฟ้า ที่มีกระแสว่าไทยจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำไทยโดนกดดันอย่างหนักจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าไทยจะไม่มีพลังงานใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัดกระแสพลังงานไม่พอใช้ มาที่การลงทุนพลังงานน้ำของบริษัท ไซยะบุรีหรือ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว ซึ่งตอนนี้กรรมการผู้จัดการบริษัทก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า การก่อสร้างสำเร็จไปกว่า 90 % แล้ว และคาดว่าจะสามารถนำกระแสไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ในปี 2562 นี้ โดยมีกำลังการผลิตที่ 1,285 เมกะวัตต์ และในปี 2563 จะมีพลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2,160 เมกะวัตต์ ซึ่งในปัจจุบันกำลังผลิตอยู่ที่ 875 เมกะวัตต์ และแน่นอนว่ากำลังเป็นที่จับตามองของสาบันไทยในการเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วย

กลับมาทางด้านบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทย ก็ได้พยายามพัฒนาให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถนำไปใช้ได้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำมันในอนาคตที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ทันตั้งตัว รวมทั้งบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษอย่าง เมอร์เซเดส เบนซ์ และบีเอ็มดับบลิว ก็ผลักดันในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า และออกมาตีตลาดมากกว่าใครเพื่อน มีการเพิ่มสถานีประจุไฟฟ้าให้กับรถอีวีเพิ่มมากขึ้น โดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะกำลังมีการขยายสถานีประจุไฟฟ้ากว่า 100 จุด ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อรองรับการใช้รถพลังงานไฟฟ้าที่อนาคตจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ถือเป็นสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากวันหนึ่ง ราคาน้ำมันแตะขึ้นไปที่หนึ่งร้อยบาทต่อลิตร คงตัดสินใจไม่ยากว่าเราควรจะใช้รถยนต์แบบไหน และพลังงานไฟฟ้าอาจเข้ามาเป็นตัวเลือกอันดับแรก

ประเทศที่น่าจับตามองในเรื่องการพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วอย่าง “อินเดีย” ซึ่งไต่เต้าอันดับมาติดหนึ่งร้อยประเทศที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งขยับขึ้นจากปีที่แล้วเกือบร้อยอันดับ สร้างความตื่นตาปนความสงสัยให้กับนานาประเทศเป็นอย่างมาก หลายประเทศจึงอยากร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไปด้วยกัน และด้วยการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า อินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกในปี 2565 หรือแค่เพียงสี่ปีข้างหน้านี้เอง ตรงนี้เองเป็นที่น่าสนใจว่า อินเดียมีกลยุทธ์อะไร ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ก้าวกระโดดเช่นนี้ นักวิเคราะห์ยังระบุเพิ่มเติมว่า อินเดียวจะกลายเป็นประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากในปี 2565 นั้นประชากรของอินเดียจะเพิ่มขึ้นถึง 1,500 ล้านคน ซึ่งจะทำลายสถิติที่จีนเคยเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกที่ 1,000 ล้านกว่าคน

พลังงานเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจรวมถึงความเป็นอยู่ของประเทศ ฉะนั้นทำอย่างไรให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการของประเทศทั้งในปัจจุบันนี้และในอนาคต และในความเพียงพอนั้นต้องไม่กระทบต่อเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของชนชาวรากหญ้าด้วย นี่คงเป็นโจทย์ที่สำคัญ!

 

Category : เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ,  พลังงานทางเลือก, ไฟฟ้า

เครดิตภาพ : https://goo.gl/LNMvZQ


แรงงานไทยเตรียมเฮ รัฐบาลใจดี เตรียมปรับค่าแรงขั้นต่ำ

หลังจากที่ได้มีการประชุมเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงของคณะรัฐมนตรี พี่น้องแรงงานก็แอบหวังลึก ๆ ว่า เรื่องการปรับขึ้นค่าแรงจะบรรลุผลโดยเร็ว เพราะหวังที่จะลืมตาอ้าปากได้กว้างกว่าที่ผ่านมาบ้าง เพราะที่ผ่านมาค่าแรงของไทยไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก และขึ้นเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

ทั้งนี้ในการปรับขึ้นค่าแรงของผู้ใช้แรงงานนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยหลาย ๆ ส่วนมาประกอบร่วมกัน เช่น ภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน อันนี้ถือเป็นเหตุผลหลักในการนำมาพิจารณาประกอบ ต้นทุนการผลิตสินค้า ค่าเงินบาทในปัจจุบัน และกลไกลตลาดของโลก เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาการขึ้นค่าแรงทั้งสิ้น

ล่าสุด ได้มีการสรุปการปรับขึ้นค่าแรงเป็นที่เรียบร้อย โดยจะขึ้นประมาณ ประมาณ 8-22 บาท และจะขึ้นทั่วทั้งประเทศ ไม่มีส่วนไหนได้สิทธิพิเศษ จะว่าไปแล้วก็แฟร์ดี ไม่ใช่ตรงนั้น 8 บาท ตรงโน้น 10 และตรงโน้นนน.. 20 บาท ขืนเป็นอย่างนั้นมีหวังประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงให้วุ่นวายสมองเป็นแน่แท้ อย่างไรก็ดี คิดว่าการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวก็คงจะเท่าเทียมกันอย่างที่ได้ยิน

สำหรับผู้ที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง จังหวัดขอนแก่น และภาคกลางตอนบน จังหวัดนครสวรรค์ โดยเฉพาะประชาชนที่มีอาชีพปลูกอ้อย และมันสำปะหลังเตรียมตัวยิ้มรับปี 61 อย่างสบายใจได้เลย เพราะผู้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้มนโยบายผลักดัน “พลังงานชีวภาพ หรือไบโออีโคโนมี” ซึ่งการผลิตพลังงานข้างต้นจะใช้อ้อยและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลัก หากนโยบายนี้บรรลุเมื่อไหร่ คาดว่าประชาชนผู้ปลูกอ้อย ปลูกมันฯ คงได้อานิสงค์ไม่มากน้อย ก็คงต้องรอดู

แล้วคนที่อยู่ในจังหวัดอื่นล่ะ เขาก็ปลูกอ้อย ปลูกมันกันเยอะแยะ อย่างจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ไม่เห็นพูดถึงเลย อันนี้ต้องบอกว่าเป็นจังหวัดที่มี แหล่งรองรับผลผลิตของเกษตรกรกันอยู่แล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เดือดร้อนเท่าพี่น้องในบางจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น แหล่งรองรับที่ว่าก็คือ โรงงานน้ำตาลที่ตั้งอยู่ในละแวกจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งช่วงนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยก็เริ่มทยอยตัดอ้อยนำส่งโรงงานกันแล้ว เนื่องจากถึงช่วงที่โรงงานเปิดรับ และคิดว่าเกษตรกรที่ปลูกอ้อยในแถบกาญจนบุรี ราชบุรี รวมไปถึงสุพรรณบุรี ปีนี้คงจะยิ้มออกเนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนดี ทำให้ผลผลิตงดงาม

ค่าแรงปรับขึ้นไม่รู้ว่าแรงงานจะดีใจหรือว่าเฉย ๆ ดี เพราะบางทีด้วยภาระหน้าที่ที่มีอยู่มันช่างหลายอย่างเหลือเกิน ไม่ว่าจะภาะหนี้สินครัวเรือนซึ่งเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยเฉาะชาวไร่ชาวนา ค่าแรง 22 บาท จะพอใช้หนี้ไหมนะ

Category : เศรษฐกิจไทย

Tag : ข่าวเศรษฐกิจ, ค่าแรงขั้นต่ำ, เงินเดือน

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/th/เงิน-ดอลลาร์-กระเป๋าเสื้อ-ธนาคาร-548948/