คุณอาจยังไม่รู้ เคล็ดลับในการทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตบนโลกออนไลน์ สร้างรายได้แบบไร้ขีดจำกัด

ยุคนี้หากใครไม่ทำธุรกิจออนไลน์ ก็พูดได้เลยว่าคุณกำลังตกเทรนด์ และพลาดโอกาสดี ๆ ในการสร้างรายได้ที่อาจมากเกินพอหรือแบบไร้ขีดจำกัดเลยก็เป็นได้ เพราะในยุคปัจจุบัน ประชากรเกือบทั้งโลกก็ล้วนเล่นโซเชียลกันทั้งนั้น ดังนั้นการสร้างฐานลูกค้าทางโลกโซเชียล จึงทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จัก และเติบโตได้รวดเร็วกว่าที่คุณจะทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ที่รอลูกค้ามาหาคุณ

ช่องทางต่าง ๆ  ในการทำการตลาดบนโลกออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขาย

1.การสร้างเพจ เป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ ด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการของเรา ให้ผู้คนรู้จักบนโลกโซเชียล โดยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์นั้น ด้วยการโพสต์ภาพผลิตภัณฑ์ การรีวิวจากผู้ใช้จริง การเขียนข้อความเชิญชวน ดึงดูดให้ผู้คนสนใจและติดตาม หรือจะเสียเงินโฆษณาเพจ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้พบเห็นเพจของเรา ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของคุณได้

2.การลงโฆษณายูทูป เป็นการลงทุนสร้างรายได้ทางโซเชียลอีกหนึ่งช่องทาง เพราะผู้คนส่วนใหญ่ชอบดูคลิปวีดีโอต่าง ๆ ทางยูทูปกันมาก จะช่วยให้ผู้คนเห็นผลิตภัณฑ์และบริการของคุณมากขึ้น จึงเพิ่มยอดขายและฐานลูกค้าของคุณแบบไร้ขีดจำกัดได้

3.การสมัคร Google My Business เป็นการสมัครและลงทะเบียนธุรกิจของเรา กับทาง Google โดยไม่ต้องลงทุนซักบาท แต่สามารถทำให้ธุรกิจของเรา ค้นหาเจอได้ในหน้า Google  ช่องทางนี้เป็นการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ที่ดีกว่าช่องทางอื่นตรงที่มันฟรี ไม่เสียเงิน แต่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจของเราได้ดี

4.การเขียนบทความ SEO เป็นการเขียนบทความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของคุณ ที่ให้สาระความรู้ ข้อมูลต่าง ๆ  ที่คนอ่านสนุก คล้อยตาม ไม่น่าเบื่อ และจำเจ โดยอาจแทรกคีเวิร์ดให้ผู้คนค้นหาคุณได้ง่ายขึ้น และช่วยให้แบรนด์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ของกูเกิล ซึ่งจะเพิ่มยอดขายได้อย่างดีทีเดียว

5.อินสตราแกรม เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างรายได้ด้วยการโพสต์ภาพผลิตภัณฑ์และบริการของเรา ดึงดูดเพื่อน ๆ ให้มาสนใจและสร้างรายได้ให้กับแบรนด์ของคุณ เพราะผู้ใช้อินสตราแกรมก็มีจำนวนมากไม่แพ้กับช่องทางโซเชียลอื่น ๆ

  1. 6. Line official Account เป็นอีกช่องทางหนึ่งของการทำการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมาก เนื่องจากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ไลน์กันทั้งนั้น และข้อดีคือเราสามารถเพิ่มเพื่อนได้โดยไม่มีขีดจำกัด ส่วนมากจะเพิ่มเพื่อนด้วยการแจกสติ๊กเกอร์ไลน์ และทุกครั้งที่เราทำการโฆษณาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเรา มันก็จะไปปรากฏที่ไทม์ไลน์ ของเพื่อนและลูกค้าที่ติดตามแบรนด์ของเรา หรือจะคลิ๊กส่งข้อความให้กับเพื่อนทั้งหมดในไลน์ได้โดยตรง ซึ่งช่องทางนี้ก็สามารถเพิ่มฐานการตลาด และเพิ่มยอดขายให้กับคุณได้อย่างดีเช่นกัน

และทั้งหมดนี้คือกุญแจสำคัญในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างฐานผู้บริโภคได้กว้างไกลทั่วโลก และสร้างรายได้ให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียว เพียงคุณเลือกช่องทางที่ถนัดและเหมาะสมเข้ากันกับธุรกิจของคุณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อธุรกิจอย่างสูงสุด


เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง เติบโตในยุคปัจจุบัน มอบโอกาสให้คนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ พลิกชีวิตให้เป็นเศรษฐีได้จริงหรือ

การค้าแบบเดิม ๆ ที่เราเห็นกันในอดีต ก็จะเป็นรูปแบบของการที่บริษัทได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าให้กับพ่อค้าคนกลาง เพื่อส่งต่อให้กับผู้บริโภค โดยที่บริษัทนั้นต้องทำการโฆษณา เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และดึงดูดให้ผู้คนอยากลองใช้สินค้านั้น โดยมีการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ โดยจ่ายค่าพรีเซ็นต์เตอร์ให้กับดารานักร้อง และค่าการตลาดต่าง ๆ โดยบวกค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปในสินค้า กว่าจะมาถึงผู้บริโภค สินค้าจากต้นทุน 30 บาทก็จะกลายเป็นราคา 100 บาท สู่ผู้บริโภคทันที และนี่คือการตลาดแบบเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี ว่าจะต้องมีการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลางและมีการทำการตลาดทางสื่อและโฆษณา เพราะสื่อและโฆษณานั้น มีอิทธิพลต่อการค้าในยุคเก่าก่อนมาก คนส่วนใหญ่มักจะตามกระแสซื้อสินค้าตามนักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งการทำการค้าในยุคนั้นก็ยังคงทำยอดขายได้อย่างดีทีเดียว และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ทันสมัย การทำโฆษณาในรูปแบบออนไลน์เกิดขึ้น  การส่งสินค้าที่สะดวกรวดเร็วขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้ดีที่สุด อย่างเช่น เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง การตลาดรูปแบบใหม่ที่กำลังเติบโตในยุคปัจจุบันนี้

เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง มอบโอกาส สร้างรายได้อย่างไร

ในสมัยก่อนเราซื้อของตามห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ในราคาตามที่เค้ากำหนด ถึงแม้สินค้านั้นจะดีแค่ไหน ทำให้เราเกิดการซื้อซ้ำ หรือบอกต่อถึงสรรพคุณเชิญชวนให้เพื่อนมาซื้อ เราก็จะไม่ได้รายได้จากการซื้อซ้ำหรือการแนะนำเพื่อน ๆ ของเรากลับมา ถึงแม้เราจะพยายามทำหน้าที่พรีเซนเตอร์อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ตาม เพราะบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ ได้จ่ายค่าพรีเซนต์เตอร์ไปให้กับดารานักแสดงและสื่อต่าง ๆ ที่ค่อนข้างสูงแล้ว ในทางกลับกัน เน็ตเวิร์กมาร์เก็ตติ้ง คือการตลาดรูปแบบใหม่ ที่ให้ตัวเราเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้า โดยการใช้ดีแล้วบอกต่อแนะนำเพื่อนให้มาซื้อ เพื่อนใช้ดีบอกต่อไปแนะนำเพื่อนของเพื่อน บอกต่อแนะนำกันไปเช่นนี้เรื่อย ๆ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้บริโภคของเรา บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้านั้น นำค่าโฆษณาที่ไม่ต้องไปจ่ายให้ดารานักแสดง แต่กลับมาจ่ายให้เราแทนเป็นจำนวน 40-50% ของสินค้านั้น มันจึงเกิดการสร้างรายได้ให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งแน่นอนบริษัทผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จำเป็นต้องผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ และหลากหลาย ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการใช้ดีบอกต่อและกลับมาซื้อซ้ำ สร้างรายได้ให้กับทุกคนที่ทำหน้าที่พรีเซ็นต์เตอร์ให้กับบริษัทเหล่านี้ ที่สำคัญมันลงทุนน้อยมากแค่หลักร้อย สำหรับคนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ แต่มันสามารถสร้างรายได้หลักหมื่นหลักแสนหรือมากกว่านั้น และเป็น passive income ได้ คือหยุดทำได้ รายได้ไม่หยุดนั่นเอง

และนี่ก็คือการตลาดรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า เน็ตเวิร์คมาร์เก็ตติ้ง ที่ตอบโจทย์คนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ แต่ต้องการสร้างรายได้หลักแสนให้ตัวเองกลายเป็นเศรษฐี ได้แค่เพียงเปลี่ยนที่จ่ายย้ายที่ซื้อ มาซื้อกับบริษัทที่เราต้องการทำการตลาดให้ โดยเราใช้ดีบอกต่อทำหน้าที่พรีเซนเตอร์ไปในตัวนั่นเอง


คุณรู้จักอิสระภาพทางการเงินดีพอหรือยัง แนวคิดที่แตกต่างกันที่ทำให้สังคมมีคนจนและคนรวย

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงยังไม่รู้จักความหมายของคำว่าอิสระภาพทางการเงินกันดีพอ ซึ่งอิสระภาพทางการเงินที่มีความหมายแท้จริงนั้น ไม่ได้หมายถึงการมีเงินจำนวนมากมายมหาศาล แต่หากคือการที่เรามีรายได้ที่มั่นคงในแต่ละเดือนที่สามารถดูแลชีวิตตนเองและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การมีสุขภาพที่ดี การได้ท่องเที่ยวพักผ่อน มีเวลาส่วนตัวและมีเวลาอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่นและมีความสุข หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขนั่นเอง โดยที่เราไม่ต้องทำงานลำบากตรากตรำหามรุ่งหามค่ำจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามแบบที่ใจเราต้องการ และอิสระภาพทางการเงินส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดกับคนรวย เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีความเข้าใจในเรื่องของอิสระภาพทางการเงิน และมีแนวคิดที่แตกต่างจากคนจนโดยสิ้นเชิง ซึ่งเราจะพาคุณไปดูกันว่า คนจนกับคนรวยเค้าคิดต่างกันยังไง

แนวคิดที่แตกต่างของคนจนกับคนรวยแนวคิดคนจน คนจนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ใช้แรงงานแลกเงินให้มีรายได้มาในแต่ละวันแต่ละเดือน ก็ใช้ไปให้หมดในวันนั้นเดือนนั้น โดยไม่มีการออม และไม่มีการวางแผนทางการเงิน หนำซ้ำพอสินค้าต่าง ๆ มีการจัดโปรโมชั่น ให้ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ก็จะรีบไปจับจองสินค้านั้นทันที โดยลืมคำนวนรายได้ในแต่ละเดือนว่าจะพอกับรายจ่ายหรือไม่ ยิ่งพอสถาบันทางการเงินออกบัตรเครดิตให้ ก็รีบกู้กันมาใช้จ่ายอย่างสบายใจ จนลืมคำนึงถึงดอกเบี้ยและภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น จนทำให้ในแต่ละเดือนไม่มีเงินออม เผลอ ๆ จะไม่พอค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นมาอีก จึงทำให้คนกลุ่มนี้ต้องประสบกับปัญหา ชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบจนเสียประวัติ และคนกลุ่มนี้ก็มักจะมีวงจรเดิม ๆ เช่นนี้ไปตลอดไม่สามารถสร้างฐานะให้ดีขึ้นมาได้ หากไม่เปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่

แนวคิดคนรวย คนรวยคิดต่างจากคนจนตรงที่พวกเค้ามีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย มีการเก็บออม และนำรายได้ที่มีไปขยายกิจการเพื่อต่อยอดเงินให้เพิ่มขึ้นจากเดิม และพวกเค้าจะทำงานหนักเพียงช่วงแรกหลังจากนั้นก็จะให้เงินทำงานแทน เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว พักผ่อน ท่องเที่ยว ได้อย่างมีความสุข ผิดกับคนจนที่ยังคงทำงานหนักแลกเงินเพื่อเลี้ยงชีพไปวัน ๆ ยกตัวอย่างคนรวยที่ให้เงินทำงานแทน เช่น การสร้างคอนโด อพาตเมนท์ให้คนเช่า เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าแค่แนวความคิดที่แตกต่างก็สามารถมีผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตและฐานะของคนเรา ดังนั้นถ้าวันนี้คุณอยากมีอิสระภาพทางการเงิน ก็ควรนำแนวคิดแบบคนรวยมาใช้ และทิ้งนิสัยเดิม ๆ ที่เคยใช้จ่ายเกินตัวจนมีภาระหนี้สินมากมาย เริ่มมีการวางแผนการเงินที่ดี เท่านี้ก็จะทำให้คุณพบกับอิสระทางการเงินได้อย่างแน่นอน


ธนาคารในไทย พี่ใหญ่ทางการเงิน สู่การปรับตัวและแข่งขันกับบริการน้องใหม่ที่มาพร้อมอาวุธเทคโนโลยี

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีด้านการเงินใหม่ ๆ หรือ การเงินรูปแบบดิจิทัล ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินและบริหารจัดการธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางการเงินไปอย่างมากมาย เพราะแน่นอนว่าผู้ใช้บริการย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง และความสะดวกสบายก็มักจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในข้อดีของบริการด้านนี้ที่เทคโนโลยีใหม่มอบให้

ธนาคารในประเทศไทยทุกแบรนด์ทุกสี ย่อมได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเงิน เช่น FinTech บล็อกเชน คิวอาร์โค้ด กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-wallet และแม้กระทั่ง พร้อมเพย์ เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาสร้างบทบาทและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ดังนั้นธนาคารที่ต้องการจะไปต่อและยังสามารถแข่งขันได้ ก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในด้านปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้คือ เรื่องการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ครอบคลุมและทั่วถึง การพัฒนาด้าน e-money และอีกด้านที่สำคัญเช่นกัน และยังมีการพูดถึงกันอยู่ไม่มากในประเทศไทยคือ เรื่องของ Crowd Funding ที่จะมากระทบระบบการให้กู้ยืมเงินของธนาคารนั่นเอง

ช่องทางการชำระเงินบนมือถือ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และระบบการกู้ยืมเงินแนวใหม่ อุปสรรคหรือโอกาส

                มาถึงยุคดิจิทัลนี้ ธนาคารคงรู้ตัวแล้วว่าเกิดอุปสรรคใหม่ ๆ ต่อระบบธุรกิจแบบเดิม ๆ ของธนาคารอย่างมาก หากธนาคารมองว่านี่คือโอกาส สิ่งที่จะทำให้ธนาคารยังคงมีพื้นที่อยู่ได้อย่างมีบทบาทในโลกดิจิทัลก็คือการพัฒนาตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็วใน 3 ด้านที่ดูเหมือนว่ากำลังจะกลายเป็นระบบพื้นฐานของผู้บริโภคมากขึ้นทุกวันแล้ว เพราะผู้บริโภคยุคนี้ มีมือถือเป็นอวัยวะที่ 33 การพัฒนาช่องทางการชำระเงินบนมือถือจึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก และธนาคารเองก็กำลังปรับตัวมากขึ้นในด้านนี้ แต่ในเมื่อทุกธนาคารก็มีช่องทางการชำระแบบนี้แล้ว ใครที่อยากเป็นผู้นำก็ต้อง มองให้ไกลและวิ่งให้เร็วเพื่อสร้างความแตกต่าง ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ เพราะตอนนี้เงินฝากของลูกค้าเองก็ได้ถูกแบ่งส่วนไปยังกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นเงินของลูกค้าจะอยู่ในระบบของธนาคารใดมากกว่า นี่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่ใช่น้อยเลย และการพัฒนาอีกด้านที่กำลังค่อย ๆ เพิ่มโอกาสทางการเงินให้แก่ลูกค้าที่ต้องการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อมาประกอบธุรกิจ หรือนักธุรกิจรายใหม่ ๆ ที่ต้องการเงินทุนมาหมุนเวียน ก็คือการระดมทุนผ่านทางออนไลน์หรือ Crowd Funding นั่นหมายถึงว่า จากเดิมที่ลูกค้าต้องคอยมาลุ้นว่าจะมีธนาคารไหนอนุมัติเงินสินเชื่อให้ แต่ด้วยแพลตฟอร์มการระดมทุนออนไลน์ที่เปิดประตูสู่นายทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ธนาคารนี่เอง ก็อาจจะกระทบกับจำนวนที่ลดลงของนักธุรกิจหรือลูกค้าฝั่งสินเชื่อที่เคยเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญของธนาคารเช่นกัน